อาหารญี่ปุ่น 101 เมนู อาหารญี่ปุ่นชนิดต่างๆ

อาหารญี่ปุ่น 101 เมนู อาหารญี่ปุ่นชนิดต่างๆ

1. มากิซูชิ (Maki-zushi)


มากิซูชิคือข้าวห่อสาหร่าย มีไส้หรือท็อปปิ้งหลากหลาย มีชื่อเรียกตามไส้หรือท็อปปิ้ง เช่น
- กัปปะมากิ (Kappa Maki) คือข้าวห่อสาหร่ายไส้แตงกวาเรียกตามชื่อกัปปะด้วยความเชื่อที่ว่าตัวกัปปะปิศาจในความเชื่อโบราณของญี่ปุ่นนั้นชอบกินแตงกวา
- เท็กกะมากิ (Tekka Maki) คือข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาทูน่าหมักโชยุและมิริน(น้ำส้มหมักของญี่ปุ่น)หั่นเป็นชิ้น
- เนกิโทโร่มากิ (Negitoro Maki) คือข้าวห่อสาหร่ายไส้หรือท็อปปิ้งเป็นปลาทูน่าส่วนท้องสับกับต้นหอม
- ทูน่ามาโย (Tsunamayo) คือข้าวห่อสาหร่ายไส้หรือท็อปปิ้งเป็นปลาทูน่ากับมายองเนส
- คัมเปียวมากิ (Kampyo Maki) คือข้าวห่อสาหร่ายไส้หรือท็อปปิ้งเป็นคัมเปียว (ฟักหรือน้ำเต้าหมักด้วยโชยุและน้ำตาล หั่นเป็นเส้นๆแล้วตากแห้ง)



2. โซบะ (Soba)


เส้นก๋วยเตี๋ยวบัควีทเรียวเล็กเสิร์ฟในน้ำซุปเย็นหรือร้อน ใส่เครื่องหลากหลาย เช่น กุ้งเทมปุระ นารุโตะ(ลูกชิ้นปลาหั่นสไลด์) ต้นหอมซอย ผักภูเขา

3. โซเมน (Somen)


หมี่เย็นเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นเรียวเล็กทำจากข้าวสาลี เสิร์ฟเย็นทานกับซอสทสึยุรสอ่อน เป็นเมนูที่นิยมทานในหน้าร้อน

4. ทาโกะยากิ (Takoyaki)


ทาโกะยากิทำจากแป้งทอดในหลุมขนมครกวางตรงกลางด้วยชิ้นปลาหมึกยักษ์ก่อนปิดด้วยแป้งแล้วหมุนแป้งในหลุมให้เป็นก้อนกลมๆ ลักษณะแป้งด้านนอกจะเหลืองกรอบด้านในจะนุ่มๆหยุ่นๆ เวลาเสิร์ฟนิยมโรยหน้าด้วยซอสทาโกะยากิรสชาติหวานๆเค็มๆ มายองเนส สาหร่ายป่น ปลาคัตสึโอะตากแห้งสไลด์ ทาโกะยากิมีต้นกำเนิดมาจากโอซาก้า สามารถทำได้เองที่บ้าน ประชาชนนิยมทานเป็นอาหารว่างและในงานเทศกาล

5. ข้าวปั้น,โอนิกิริ (Onigiri)


ข้าวปั้นที่นิยมปั้นเป็นรูปสามเหลี่ยม มีไส้หลากหลาย ที่นิยมก็เช่น ไส้ปลาทูน่า ไส้ปลาแซลมอน ไส้บ๊วยดอง (อุเมโบชิ,Umeboshi) แล้วห่อด้วยแผ่นสาหร่าย โอนิกิริมีขายทั่วไปตามคอนวีเนียนสโตร์หรือร้านสะดวกซื้อและราคาไม่แพง

6. โมจิ (Mochi)


โมจิเป็นก้อนแป้งข้าวเหนียว ย่างๆไฟทานกับสาหร่าย น้ำตาลหรือผงคินาโกะ(ผงซอสโชยุ) หรือนิยมใส่โมจิเป็นท็อปปิ้งอาหารต่างๆเช่น ราเม็งหรือพิซซ่า และเป็นส่วนประกอบหลักในขนมญี่ปุ่นหลายชนิดเช่นดังโกะ โอเซนไซ(โมจิกับถั่วแดงต้ม) ในเวันขึ้นปีใหม่นิยมทำโมจิแบบโบราณคือตำด้วยครกไม้เพื่อฉลองเทศกาล

7. อุด้ง (Udon)


อุด้งเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวแบบเส้นกลมขนาดใหญ่ทำจากแป้งสาลี นิยมเสิร์ฟในน้ำซุปร้อนๆ มีเครื่องเคียงเป็นเทมปุระ เต้าหู้ทอดกรอบ อย่างไรก็ตามมีวิธีการกินและปรุงอุด้งหลากหลายแบบ มีทั้งกินในน้ำซุปแบบเย็น หรือลวกเส้นอุด้งร้อนๆแล้วตอกไข่ดิบลงไปราดโชยุ แล้วคลุกกินตอนไข่กึ่งสุกกึ่งดิบ หรืออาจจะทานกับวาซาบิก็ได้

8. ชาฮั่ง (Chahan)


ชาฮั่งเป็นคำในภาษาญี่ปุ่นที่ใช้เรียกข้าวผัด ข้าวผัดที่เป็นที่นิยมในญี่ปุ่นจะมีรสอ่อนกว่าข้าวผัดของจีน

9. โอโคโนมิยากิ (Okonomiyaki)


ทำจากแป้งที่ผสมด้วยไข่ กะหล่ำปลีซอย ส่วนประกอบอื่นเช่น เนื้อสัตว์ เบคอน อาหารทะเลต่างๆ หรือชีส ตามที่ต้องการ คำว่าโอโคโนมิแปลว่าอะไรก็ได้ที่คุณชอบ ผสมส่วนผสมทั้งหมดแล้วเทแผ่เป็นวงกลมบนกะทะเหล็กแบนร้อน กลับไปมาให้สุก เสร็จแล้วโรยหน้าคล้ายกันกับทาโกะยากิ คือซอสรสออกเค็มหวาน มายองเนส คัตสึโอะบูชิ(ปลาคัตสึโอะสไลด์ตากแห้ง) โอโนริ(สาหร่ายแห้งหั่นเป็นเส้นๆ) เบนิโชกะ(ขิงดอง) ตามใจชอบ

10.คาเรไรสึ, ข้าวหน้าแกงกะหรี่ (Kare Raisu)


แกงกะหรี่ถูกนำเข้ามาตั้งแต่สมัยเมจิ และมีการปรับปรุงรสชาติให้ถูกปากคนญี่ปุ่นคือมีรสอ่อน เผ็ดน้อย แกงกะหรี่นิยมใส่ผักเช่นแครอท มันฝรั่ง หัวหอม และบางครั้งเสิร์ฟคู่กับหมูชุบเกล็ดขนมปังทอดหรือกุ้งเทมปุระ

11. นิกิริซูชิ (Nigiri Sushi)


เป็นข้าวปั้นซูชิแบบทั่วไปคือข้าวปั้นเป็นก้อนรูปวงรีแล้ววางด้านบนด้วยเนื้อปลาหั่นสไลด์หรืออาหารทะเลต่างๆ เช่นปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาหมึกยักษ์ ไข่หวาน กุ้ง ปลาไหล

12. ยากิโตริ (Yakitori)


เป็นเมนูไก่เสียบไม้ปิ้ง ทานเป็นกับแกล้มเบียร์ โดยทั่วไปจะใช้ส่วนประกอบต่างๆของไก่ ในบางร้านอาจจะมีเนื้อหมูบ้าง ใช้ส่วนประกอบต่างของไก่เช่น เนื้อ หนัง ตับ ไส้ ปรุงรสด้วยเกลือหรือซอสโชยุตามแต่ละสูตรของร้าน

13. อิคูระ (Ikura)


อิคูระหรือไข่ปลาแซลมอนมีสีส้มสด แวววาว รูปร่างกลม ขนาดค่อนข้างใหญ่ถ้าเทียบกับไข่ปลาทั่วไป ส่วนใหญ่ใช้วางเป็นหน้าซูชิหรือข้าวปั้น โดยแช่ซอสโชยุเพื่อปรุงรสชาติ ส่วนใหญ่ทานดิบ

14. ซาชิมิ (Sashimi)


ซาชิมิหมายถึงอาหารทะเล หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ ต้องสดใหม่ คุณภาพสูง เพราะจะทานแบบดิบๆโดยแล่เป็นแผ่นบางๆ ให้เคี้ยวง่าย ในญี่ปุ่นการจัดเรียงซาชิมิในจานเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่เชฟให้ความสำคัญ เพื่อให้ดูน่าทาน เพราะอาหารดิบๆถ้าไม่สวยหรือจัดวางไม่เรียบร้อยจะทานยากและดูน่าพะอืดพะอมมากกว่าน่ากิน

15. ยากินิคุ (Yakiniku)
ยากินิคุใช้เรียกอาหารปิ้งย่างหรือบาร์บีคิวตามสไตล์ญี่ปุ่น เวลากินหรือทานจะเป็นแบบนั่งล้อมโต๊ะอาหารที่มีเตาย่างตรงกลาง ร้านยากินิคุเหมาะสำหรับคนที่ต้องการสังสรรค์กับเพื่อนๆและดื่มเบียร์ เพราะย่างไป กินไป คุยกันไปเพลินดี

16. โอกินาว่าโซบะ (Okinawa soba)
โอกินาว่าโซบะ จะใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวแบบเส้นหนาทำจากแป้งสาลี น้ำซุปรสค่อนข้างเข้ม วางเนื้อหมูหรือหอยเชลล์ ลูกชิ้นปลาเป็นเครื่องเคียง โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยกับขิงดองสีแดงสด

17. โอเด้ง (Oden)


เป็นเมนูหนึ่งที่ใช้ส่วนประกอบหลากหลายต้มอยู่ในน้ำซุปที่ปรุงรสอ่อนๆด้วยโชยุหรือมิโสะ(เต้าเจี้ยวญี่ปุ่น) ส่วนประกอบที่นิยมในโอเด้งได้แก่ หัวไชเท้า ไข่ต้ม ก้อนบุกคอนเนียคุ ลูกชิ้นปลา แครอท กะหล่ำปลีสอดไส้ เต้าหู้ จิคุวะ(ลูกชิ้นปลาแบบแท่งหลอดยาว) นิยมทานในหน้าหนาวและถือเป็นเมนูกับแกล้มในร้านเบียร์ ในร้านโอเด้งที่มีชื่อเสียงบางร้านในโตเกียวออกมายืนยันว่าไม่เคยเปลี่ยนน้ำซุปเก่าออกหมดเป็นเวลาถึง 60 ปี

18. เมนไทโกะ (Mentaiko)


เมนไทโกะเป็นไข่ปลาพอลล็อค(Pollock) ที่นำไปหมักด้วยโชยุ หรือพริก แล้วแต่สูตรของผู้ผลิต ทานเป็นไส้ข้าวปั้นหรือทานเดี่ยว มีรสชาติเข้มข้นเด่นเป็นเอกลักษณ์  ชาวญี่ปุ่นเองหลายคนก็ชอบและไม่ชอบในรสชาติของมัน เป็นที่นิยมทั่วไปถึงขนาดทำเป็นรสมันฝรั่งทอด

19. โอชะสุเกะ (Ochazuke)


เป็นเมนูที่ทานร้อนๆ โดยการรินน้ำชาในข้าว วางท็อปปิ้งด้วยของดองเค็มต่างๆเช่น ผักดอง สาหร่าย งา บ๊วยดอง อาหารทะเลดอง ตามใจชอบ อาจเสริมรสด้วยวาซาบิก็ได้

20. เมล่อนปัง (Melon Pan)


ขนมปังรสเมล่อน บางร้านใช้น้ำและเนื้อเมล่อนแท้ในการปรุงกลิ่นและรส มีขายทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อ

21. อันปัง (Anpan)


ขนมปังของหวานที่มีมาตั้งแต่สมัยเมจิ นิยมสอดไส้ด้วยถั่วแดงกวน

22. ข้าวหน้าไข่ออมเล็ต, ออมไรสึ (Omu Raisu)


เป็นเมนูที่หาทาได้ทั่วไปตามร้าน ส่วนใหญ่จะทำเป็นข้าวผัดใส่ไก่แล้ววางด้านบนหรือห่อด้วยไข่ออมเล็ตทอดเป็นก้อนกลมๆรีๆ ราดด้วยซอสมะเขือเทศ แกงกะหรี่  ซอสฮายาชิ หรือเดมิกาซอส

23. Chanpuru


เป็นผัดมะระสไตล์โอกินาว่า ที่ใส่ทั้งมะระ หัวหอมใหญ่ แฮม เต้าหู้และไข่

24. Champon


จัมปงคือเมนูก๋วยเตี๋ยวที่มีต้นกำเนิดจากนางาซากิ มีความหลากหลายใส่ทั้งเนื้อสัตว์ ผัก อาหารทะเล ซึ่งจัมปงในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าการผสมผสาน คิดค้นครั้งแรกโดยพ่อครัวชาวจีน มีรสชาติค่อนข้างมันเพราะใส่มันหมู

25. ฮายาชิไรซ์ (Hayashi rice)


ฮายาชิเป็นเมนูที่ได้รับวัฒนธรรมจากตะวันตก คล้ายสตูเนื้อ แคร็อท เห็ด และที่สำคัญเดมิกาซอสที่มีส่วนผสมของไวน์ ต้มเคี่ยวจนงวดและเปื่อย ราดบนข้าว

26. Katsu-sando
แซนด์วิชหมูทอดที่ใส่ซอสหวานอมเปรี้ยวแบบวูสเตอร์ซอส

27. เทมากิ (Temaki)


ซูชิโรลที่ห่อด้วยแผ่นสาหร่าย ทำเป็นรูปร่างคล้ายไอศครีมโคน นิยมทานด้วยมือเพราะทานด้วยตะเกียบจะไม่ถนัด

28. ทงคัตสึ (Tonkatsu)


เนื้อหมูหั่นแป็นแผ่นแบนชุบแป้งหรือเกล็ดขนมปังทอด นิยมรับประทานเป็นกับข้าวเคียงด้วยกะหล่ำปลีซอยราดด้วยซอสหวานที่เรียกว่าโซสุซอส

29. จิราชิ (Chirashi)


เรียกได้ว่าเป็นข้าวหน้าซูชิรวมแบบใส่เป็นชามก็ว่าได้ ใส่หน้าของทะเลหลายอย่างทั้งแบบดิบและปรุงสุก ได้แก่ไข่ปลาแซลมอน ไข่หวานย่าง ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาอาจิ ไข่หอยเม่น  ข้าวหน้าปลาดิบรวมนี้นิยมทานกันในเทศกาลเด็กผู้หญิงในเดือนมีนาคมอีกด้วย

30. มิโสะซุป (Miso soup)
เป็นซุปที่ปรุงรสด้วยมิโสะ สาหร่ายคอมบุ ปลาโอตากแห้ง เต้าหู้หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ต้นหอมซอย เสิร์ฟร้อนๆ เป็นครื่องเคียงทานกับข้าวหน้าต่างๆ บางคนก็ทานข้าวสวยกับมิโสะซุป เสิร์ฟโดยไม่มีช้อนให้คือให้ซดน้ำซุปจากชามเลย


31. คุตชิคัตสึ (Kushikatsu)


อาหารชุบแป้งหรือเกล็ดขนมปังทอด ใช้วัตถุดิบหลากหลาย ตั้งแต่ผักไปจนถึงเนื้อสัตว์ต่างๆ นิยมเสิร์ฟแบบเสียบไม้ ทานเป็นกับแกล้มเบียร์ จิ้มซอสหวานแบบทงคัตสึซอส บางร้านก็จะมีเป็นซอสมิโสะข้นๆ

32. ชาบูชาบู (Shabu-shabu)


เป็นอาหารญี่ปุ่นแบบต้มหรือลวกในหม้อน้ำซุปร้อนที่วางกลางโต๊ะแบบล้อมวงกินกัน ส่วนประกอบที่นำมาต้มก็เป็นพวกเนื้อสัตว์สไลด์เป็นแผ่นบางๆ ผักต่างๆ อาหารทะเล เต้าหู้ นิยมทานในหน้าหนาวเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

33. โซนิ (Zoni)


โซนิเป็นอาหารฉลองปีใหม่ของชาวญี่ปุ่น เป็นน้ำซุปใสใส่ก้อนโมจิ และผักตากแห้งต่างๆ เมนูนี้กำเนิดมาจากเหล่าซามูไรที่ทำอาหารนี้ขึ้นในสนามรบ เพราะส่วนผสมเหล่านี้ง่ายในการพกพาและเก็บรักษา โซนิมีแคลอรี่สูงด้วยพลังงานจากก้อนโมจิซึ่งเหมาะมากกับซามูไรในศึกสงคราม แต่ส่วนประกอบในปัจจุบันนิยมใส่เป็นผักสด อาจมีเพิ่ม ไก่ ปลา ตามใจชอบ

34. คาราเกะ (Karaage)


เป็นเมนูไก่ชิ้นพอดีคำหมักด้วยโชยุ กระเทียม ขิง แล้วชุบแป้งทอดแบบกรอบนอกนุ่มใน

35. Agedashi dofu


เต้าหู้ทอดใส่ในน้ำซุป โชยุ มิริน โรยด้วยต้นหอม

36. Edamame


ฝักถั่วแระญี่ปุ่นต้มหรือนึ่งโรยเกลือเล็กน้อย ทานเป็นกับแกล้มเบียร์

37. Tamago kake gohan


ข้าวราดไข่ดิบ เหยาะโชยุนิดหน่อยโรยต้นหอมซอย

38. ไข่ตุ๋นญี่ปุ่น (Chawan mushi)


ตีไข่ผสมน้ำซุป ใส่เห็ดหอมหรือชิ้นปลาไว้ที่ด้านล่าง นึ่งไฟไม่แรงทำให้เนื้อไข่ตุ๋นเนียนเรียบสวย ทานเป็นของเรียกน้ำย่อยหรือเคียงกับข้าวหน้าต่างๆ

39. โคร้อกเกะ, Korokke (croquette)


แปลงมาจากอาหาร Croquett ของฝรั่งเศส เป็นเนื้อสัตว์และผักต่างๆหั่นเป็นชิ้นเล็กๆผสมมันฝรั่งนึ่งบดปั้นเป็นก้อนแล้วชุบเกล็ดขนมปังทอดแบบกรอบนอกนุ่มใน ทานกับซอสทงคัตสึ

40. ข้าวหน้าปลาไหลย่าง (Unadon)


ปลาไหลทั้งตัวแล่แบบแผ่ชิ้นแบนๆ ทาซอสออกหวานเค็มแล้วนำไปย่างออกเกรียมเล็กน้อยวางโปะบนข้าว บางที่อาจเสิร์ฟพร้อมน้ำชาเพื่อทานแบบโอชะสุเกะ

41. บ๊วยดอง (Umeboshi)


มีรสจัดทั้งเปรี้ยวและเค็ม ส่วนใหญ่ทานกับข้าว บางคนทานเป็นข้าวกล่องอาหารกลางวัน หรือใสเป็นไส้ในข้าวปั้น

42. ราเม็ง (Ramen)


ราเม็งเป็นก๋วยเตี๋ยวของคนญี่ปุ่นที่เน้นรสชาติของน้ำซุปที่เข้มข้น อาจทำจากกระดูกหมู ไก่ หรือจากปลา ปรุงรสด้วยโชยุ มิโสะ หรือเกลือ มีราเม็งหลายประเภทมากในญี่ปุ่นมีชื่อเรียกหลายอย่างตามวัตถุดิบหรือเครื่องเคียง ใส่หมูชาชู ไข่ต้มยางมะตูม สาหร่าย และต้นหอมซอยหรือตามแต่เชฟจะสร้างสรรค์

43. Himono


ปลาตากแห้ง

44. ผักดองญี่ปุ่น (Tsukemono)


มีหลายอย่าง รับประทานเป็นเครื่องเคียงหรือเป็นกับข้าว มีสีสันสดใส มีชื่อเรียกหลายอย่างเช่น เบนิโชกะ(ขิงดอง) เบ็ตตะระสึเกะ(หัวแรดิชดอง) การิ(ขิงอ่อนดองหวาน)  และนาสึคาระชิสึเกะ(มะเขือม่วงดอง)

45. ขนมไทยากิ (Taiyaki)


เป็นขนมยอดนิยมที่ทำกันในเทศกาลต่างๆ เป็นแป้งรูปร่างเหมือนปลาไส้เป็นถั่วแดงกวนออกหวานๆ

46. Sunomono


อาหารทะเลหรือผักที่หมักในน้ำส้มสายชู โดยทั่วไปที่นำมาหมักได้แก่ ปู แตงกวา วากาเมะ

47. Ohitashi


ผักสีเขียวต้มอย่างเช่นผักโขม เสิร์ฟเย็นอาจโรยด้วยงาขาวคั่ว

48. Motoyaki


อาหารทะเลโรยหน้าด้วยมายองเนสแล้วนำไปอบ

49. Osechi


เป็นอาหารชุดที่เตรียมทำกันในการฉลองวันขึ้นปีใหม่

50. ข้าวหน้าไข่กับไก่, โอยาโกะด้ง (Oyakodon)


เป็นข้าวราดหน้าที่มีส่วนผสมของไข่กับไก่ เป็นที่มาของชื่อโอยาโกะที่หมายถึงแม่กับลูก

51. Hiyayakko


เต้าหู้เย็นโรยหน้าด้วยผิมส้มยูสึ ขิง ปลาโอสไลด์ตากแห้ง และดอกเมียวกะ

52. เทมปุระ (Tempura)


อาหารชุบแป้งทอด แป้งจะค่อนข้างนิ่ม ไม่กรอบเหมือนทงคัตสึหรือคุตชิคัตสึ

53. Ankimo


ตับปลามั๊งฟิชนึ่ง เป็นอาหารญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่ละเอียดละอ่อนและประณีตในการปรุง

54. Yakizakana


ปลาสดชนิดต่างๆย่างไฟ

55. Higashi


ขนมญี่ปุ่นชิ้นเล็กๆ เป็นลูกกวาดที่ทำเป็นรูปร่างและสีสันต่างๆ ทำจากน้ำตาลล้วนๆ หรือแป้ง

56. ข้าวหน้าเนื้อ (Gyudon)


เป็นเมนูข้าวราดหน้าด้วยเนื้อหั่นชิ้นบางๆต้มกับหัวหอมใหญ่ปรุงรสด้วยโชยุ น้ำตาล เวลาเสริ์ฟอาจโรยหน้าด้วยไข่ดิบ ขิงดอง

57. Kushiyaki
เป็นอาหารที่เหมือนยากิโตริแต่ใช้เนื้อแทน รวมทั้งของเสียบไม้ชุปแป้งทอดกรอบเช่นเต้าหู้ พริกหยวก หน่อไม้ฝรั่งพันเบคอน

58. Hanabira mochi
ฮานาบิระโมจิ เป็นโมจิขนมหวานที่เป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น สอดไส้หวานด้วยส่วนประกอบได้หลายชนิด จะทานกันในเทศกาลสำคัญต่างเช่นในวันขึ้นปีใหม่

59. Imagawayaki
ขนมแป้งโดสอดไส้ถั่วแดงทอด

60. Tecchiri
หม้อไฟปลาปักเป้ากับผักต่างๆ เป็นอาหารจากเมืองโอซาก้า

61. Manju
ขนมมันจูเป็นขนมหวานชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น เป็นขนมแป้งสอดไส้ถั่วแดงกวน นำไปนึ่งอบหรือย่าง

62. Sukiyaki


สุกียากี้ของญี่ปุ่นเป็นหม้อไฟเนื้อหั่นสไลด์บาง หัวหอมใหญ่ เต้าหู้ ต้มในน้ำซุปออกหวานๆ (โชยุ น้ำตาล มิริน) ส่วนประกอบอื่นๆที่ใส่ก็เป็นพวกผักใบเขียวต่างๆ รวมทั้งเส้นอุด้ง สุกียากี้จะทานกับข้าว ทานโดยจิ้มไข่ดิบก่อนแล้วทานกับข้าว และเหมือนกับอาหารหม้อไฟอื่นๆที่นิยมทานในหน้าหนาว

63. Anmitsu


อันมิตสึเป็นของหวานญี่ปุ่นที่ประกอบไปด้วยวุ้นชิ้นสี่เหลี่ยม ถั่วแดงกวน ผลไม้กระป๋องชนิดต่างๆเช่น สับประรดกระป๋อง เชอรรี่กระป๋อง ลูกพีชกระป๋อง อาจเพิ่มไอศครีมตามใจชอบ

64. Kinpira gobo


ผัดโกโบใส่ซอส รสชาติออกหวานเค็ม โกโบเป็นรากไม้ชนิดหนึ่งมีสรรพคุณลดไขมัน

65. Kakigori
เป็นขนมหวานน้ำแข็งไสโปะไอศครีมไว้ข้างบน

66. Hamburger
เนื้อแฮมเบอร์เกอร์ เป็นอาหารทานกับข้าว เนื้อสับกับหัวหอมใหญ่สับ ปั้นเป็นก้อนๆ ย่างบนกะทะออกเกรียมๆหน่อย โปะไข่ดาว ราดด้วยน้ำเกรวี่

67. Oshiruko


เป็นของหวานแบบเสริ์ฟร้อน โมจิในซุปถั่วแดงหวาน

68. Gyoza
เกี๊ยวซ่า แป้งเกี๊ยวห่อไส้เนื้อกับผัก เกี๊ยวซ่าญี่ปุ่นนิยมใส่กระเทียมเยอะ ทอดเป็นแพราดน้ำแป้งให้ติดกัน พอแป้งด้านนอกเริ่มกรอบก็ตักเสิร์ฟ

69. Kakuni


หมูสามชั้นหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมต้มเค็มคล้ายพะโล้ ต้มไฟอ่อนเป็นเวลานานจนหมูนุ่ม เสิร์ฟพร้อมไข่ต้ม

70. Nikujaga


สตูเนื้อวัวแบบญี่ปุ่น ใส่มันฝรั่งกับแครอท และหัวหอมใหญ่ ปรุงรสชาติออกหวานเค็ม

71. จังโกะนาเบะ Chankonabe


เป็นอาหารหม้อไฟสำหรับนักกีฬามวยปล้ำซูโม่ ใส่ส่วนประกอบต่างๆที่ให้พลังงานและสารอาหารสูง เช่นเนื้อไก่ติดหนัง เนื้อวัว เต้าหู้ หัวผักกาด ผักบ็อกชอย

72. Sakuraniku
เนื้อม้าซาชิมิ เนื้อม้าสดแล่บางทานดิบๆ ที่เรียกว่าซากุระเพราะมีสีชมพูสดเหมือนกับดอกวากุระ

73. Soki
ซี่โครงหมูติดกระดูกอ่อน นิยมใส่ในโซบะ เป็นเมนูชื่อดังจากโอกินาวะ คือโอกินาว่าโซกิโซบะ

74. Tekkadon
ข้าวหน้าปลาดิบที่ใช้ปลาทูน่าใส่ใบโอบะ

75. Imoni


อาหารชื่อดังจากโทโฮคุ เป็นซุปใส่เนื้อกับมันฝรั่ง

76. ขนมดังโกะ Dango


ขนมแป้งโมจิลูกกลมๆเสียบไม้ย่างราดด้วยซอสโชยุหวานเหนียวข้น

77. ขนมปังแกงกะหรี่ Curry bread
ขนมปังไส้แกงกะหรี่ชุปเกล็ดขนมปังทอดแบบกรอบนอกนุ่มใน

78. Uiro
เป็นขนมชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น ทำจากแป้งข้าวจ้าว แป้งมัน หรือแป้งสาลี เหนียว นุ่ม รสสัมผัสต่างกันเล็กน้อยกับโมจิ

79. Zosui


เมนูข้าวตุ๋นน้ำซุป นิยมทำทานจากน้ำซุปที่เหลือจากกินหม้อไฟ

80. คิริทัมโปะ (Kiritanpo)


คิริทัมโปะ เป็นอาหารที่ทำจากข้าวสวยบดปั้นเสียบไม้ยาวๆย่างไฟ นิยมใส่ในอาหารหม้อไฟเป็นเมนูคิริทัมโปะนาเบะ

81. Sumashijiru


เป็นเมนูพวกน้ำซุปใสต่างๆ

82. Tonjiru
ซุปหมูทงจิรุ น้ำซุปใส่เนื้อหมู ใส่แครอท หอมหัวใหญ่ หัวผักกาด คอนเนียคุ เต้าหู้ ปรุงรสด้วยมิโสะ

83. Amanatto
ขนมถั่วเคลือบน้ำตาล นิยมใช้ถั่วแดง

84. Ebi furai
กุ้งชุบแป้งทอดกรอบ ใส่ในข้าวกล่องเบนโตะหรือใส่เป็นท็อปปิ้งอุด้งหรือราเม็ง

85. Shiokara
อาหารทะเลหมักรสชาติคล้ายปลาร้าเพราะหมักใส่เกลือและข้าวสาลี นิยมเอาปลาหมึกมาทำ ทานเป็นกับแกล้มเหล้าสาเก

86. Rice Congee
ข้าวต้มเครื่อง ทานตอนป่วย

87. Karasumi
ไข่ปลาดองเกลือ

88. จิคุวะ (Chikuwa)


เป็นอาหารที่ทำจากเนื้อปลาตีให้เหนียวแล้วปั้นเป็นท่อยาวๆ ย่างไฟให้เกรียมออกสีน้ำตาล ทานเป็นของว่าง ส่วนใหญ่เป็นท่อกลวง  แต่บางที่ก็ยัดไส้ด้วยชีส

89. ขนมปังยากิโซบะ (Yakisoba Pan)


ขนมปังยากิโซบะ ขนมปังแบบก้อนวงรียาวผ่าตรงกลางใส่ผัดยากิโซบะด้านใน

90. Teriyaki
เป็นเนื้อสัตว์หมักซอสเทริยากิย่างไฟ ซอสเทริยากิประกอบไปด้วย โชยุ มิริน น้ำตาลหรือน้ำผึ้ง

91. Fugu


ปลาปักเป้า นิยมทานเป็นซาชิมิหรือใส่ในหม้อไฟ แต่ปลาปักเป้าเป็นปลาที่มีพิษ พ่อครัวที่ทำอาหารเกี่ยวกับปลาปักเป้าต้องมีใบรับรองว่าสามารถแล่ปลาเพื่อเอาต่อมพิษออกได้

92. Sekihan


ข้าวเหนียวหุงถั่วแดง

93. เซมเบ้ (Senbei)


ขนมเซมเบ้ ลักษณะเหมือนข้าวเกรียบ มีหลายรูปร่าง รสชาติ แล้วแต่ผู้ผลิต

94. Yuba


ฟองเต้าหู้

95. Koyadofu


เต้าหู้ต้มซีอิ้ว

96. Japanese potato salad
สลัดมันฝรั่งแบบญี่ปุ่นนิยมใช้มันฝรั่งบดปรุงรสด้วยมายองเนส ใส่รวมกับผักต่างๆ

97. สาหร่ายฮิจิกิ (Hijiki)

ฮิจิกิเป็นสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล มีแคลเซียมและแมกนีเซียมสูง

98. Motsunabe
หม้อไฟเครื่องในวัวหรือหมู

99. ชิราโกะ (Shirako)


ชิราโกะเป็นถุงน้ำเชื้อปลาอังโกะ นิยมทานเป็นหน้าซูชิ

100. Kaki furai
หอยนางรมชุบแป้งทอด

101. Natto
นัตโตะหรือถั่วหมัก นิยมทานกับข้าวสวย โดยเหยาะโชยุ โรยต้นหอม หรือไข่ดิบ มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ มีลักษณะยืดๆ ขมนิดๆ บางคนก็ชอบ บางคนก็ไม่ชอบ


5 สุดยอดร้านโจ๊กในกรุงเทพ 30 อันดับอาหารจานยักษ์ทั่วประเทศญี่ปุ่น 5 สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ 101 เมนูซูชิ 50 อาหารแปลกแต่ขายดีของญี่ปุ่น 30 อันดับขนมหวานเมืองคามาคูระประเทศญี่ปุ่น 10 อันดับอาหารหม้อไฟญี่ปุ่น 5 สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้า


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


กลูต้าไธโอนเพื่อผิวขาว ทางเลือกที่ไม่น่าเสี่ยง

กลูต้าไธโอนเพื่อผิวขาว ทางเลือกที่ไม่น่าเสี่ยง
ช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา หากผู้เขียนจะบอกว่าอากาศร้อนได้ใจคงไม่มีใครคัดค้าน แถมแสงแดดยังแผดเผาจนทำให้รู้สึกเหมือนปลาสลิดหรือเนื้อแดดเดียว ทุกครั้งที่ต้องเดินออกมาทำธุระหรือหาอาหารกลางวันกินจะเห็นแฟชั่นร่มบานสะพรั่ง คนไทยส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะสาวๆ) มักจะเห็นแสงแดดเป็นคู่ปรับตลอดกาล เพราะต่างก็อยากจะมีผิวขาวใส ครีมกันแดดและไวท์เทนนิ่งล้วนแต่ขายดี ถึงขั้นมีผลิตภัณฑ์ทั้งแบบกิน (ทีีมักโฆษณาเกินจริงหรือให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน) และแบบฉีด (ที่กฎหมายบ้านเราแน่นอน) ให้ผิวขาว สารสำคัญที่นิยมใช้และหลายคนอาจจะคุ้นหูคือ กลูต้าไธโอน ฉบับนี้เราจึงจะมาตามล่าหาความจริงเรื่องนี้กัน


สีผิวและสารเมลานิน

ก่อนที่เราจะเข้าถึงประเด็นที่ว่ากินอะไรแล้วผิวขาว เราต้องรู้ก่อนว่าสีผิวของคนนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมชาวตะวันตกจึงผิวขาว แล้วคนเอเชียผิวออกคล้ำไปจนถึงผิวเข้มแบบชาวแอฟริกา สีผิวของมนุษย์เกิดจากสารให้สีหรือเม็ดสีที่เรียกว่า เมลานิน (Melanin) สารนี้ถูกสร้างโดยเซลล์ชื่อเมลาโนไซด์ (Melanocyte) ในหนังกำพร้าชั้นล่างสุด โดยสารเมลานินจะแบ่งเป็น 2 ชนิด ด้วยกันคือ ฟีโอเมลานิน (Pheomelanin) ซึ่งมีขนาดเล็หและสีอ่อน และยูเมลานิน (Eumelanin)ซึ่งขนาดใหญ่กว่าและสีเข้ม ในผิวหนังของกลุ่มชนผิวขาวจะมีฟีโอเมลานินมากกว่ายูเมลานิน ผิวจึงมีสีอ่อนในทางกลับกลุ่มคนเอเชียอย่างคนไทยเรา จะมียูเมลานินมากกว่าฟีโอเมลานิน ผิวจึงออกสีน้ำตาลอ่อน นอกจากนี้ คนผิวสีเข้มมากจะมีการสร้างเมลานินมากกว่า และเมื่อสร้างขึ้นมาแล้วจะถูกทำลายช้ากว่าด้วย ส่วนประกอบอื่นของผิวหนังก็มีผลต่อสีผิวด้วย ได้แก่ เส้นเลือด สารให้สีชนิดอื่น เช่น พวกแคโรทีนอยด์ทำให้ผิวออกสีเหลือง เห็นได้ชัดเวลาที่ใครกินมะละกอสุกปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง จะเริ่มสังเกตุเห็นผิวพระสังข์ ถ้าหยุดกินหรือกินน้อยลงสีเหลืองจะจางลงเอง


คำถามต่อไปคือแล้วทำไมผิวหนังเราต้องมีเมลานินหน้าที่ของสารเมลานินนอกจากให้สีแก่ผิวยังมีหน้าที่ที่เกี่ยวเนื่อง หน้าที่หลักคือการกรองรังสียูวีจากแสงแดดไม่ให้มาทำร้ายเซลล์หรือส่วนประกอบของร่างกายที่อยู่ลึกลงไป ช่วยกระจายแสงและยังสามารถต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย ดังนั้น จึงจะเห็นว่าสารเมลานินมีความจำเป็นต่อร่างกายของเรา


กลูตาไธไอนคืออะไร

คราวนี้มารู้จักกลูตาไธโอน (Glutathione) เป็นสารเปบไทด์ที่เกิดจากกรดอะมิโน 3 ชนิดมารวมกัน ได้แก่ ซิสเตอิน (Cysteine) กรดกลูตามิก (Glutamic acid) และไกลซีน (Glycine)ร่างกายสามารถได้เองจากโปรตีนที่กินเข้าไปในแต่ละวัน และยังสามารถได้รับจากอาหารที่เป็นแหล่งของสารนี้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม และพืชผักต่างๆ โดยมีมากในผลอโวคาโด หน่อไม้ฝรั่ง แตงโม และวอลนัท ถึงแม้ว่าจะดูดซึมได้ไม่ดีนัก กลูต้าไธโอนมีหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการกไจัดสารพิษออกจากร่างกาย ผ่านการสร้างเอนไซม์ที่ช่วยทำให้สารพิษละลายน้ำได้ดีขึ้นและกำจัดออกไปได้ง่ายเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยเสริมการดูดซึมวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินอี เป็นต้น รวมทั้งช่วยปกป้องตับจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ผู้ที่มีสุขภาพดีจะไม่ขาดกลูตาไธโอนจะพบการขาดบ้างในผู้ป่วยโรคเบาหวานโรคตับ โรคความดันโลหิตสูง โรคเอดส์ เป็นต้น รวมทั้งในคนที่สูบบุหรี่จัด


กลูต้าไธโอนกับสีผิว

รู้จักสารเมลานินและกลูตาไธโอนแล้ว จะเห็นว่าสารแต่ละตัวมีหน้าที่ที่สำคัญในร่างกายของคนเรา แต่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง คราวนี้ทำไมจึงมีความสนใจหรือมีการฉีดกลูตาไธโอนให้ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายเพื่อสร้างภูมิต้านทาน แล้วพบว่าผู้ป่วยมีสีผิวจางลง โดยคำอธิบายคือเมื่อร่างกายได้รับกลูต้าไธโอนในปริมาณมาก จะไปยับยั้งการสร้างภูมิต้านทาน แล้วพบว่าผู้ป่วยมีสีผิวจางลง โดยคำอธิบายคือเมื่อร่างกายได้รับกลูต้าไธโอนในปริมาณมาก จะไปยับยั้งการสร้างยูเมลานิน (เมลานินดม็ดสีเข้ม) และเปลี่ยนไปสร้างฟีโอเมลานิน (เมลานินเม็ดสีอ่อน) เพิ่มขึ้น ผิวจึงดูขาวขึ้น แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือผลดังกล่าวนี้เป็นผลชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเวลาล่วงไปการผลิตเมลานินทั้ง 2 ชนิดจะกลับมาเหมือนปกติ


ความเสี่ยงจากการได้รับในปริมาณสูง

ดังที่กล่าวแล้วว่าผลจากการได้รับกลูต้าไธโอนนั้นไม่ถาวร ปัญหาจึงเกิดขึ้น ได้จากปัจจัย 2 ประการคือ การได้รับในปริมาณมากและการที่ต้องใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆการที่ร่างกายสร้างเม็ดสีน้อยลง เท่ากับว่าเรามีเมลานินที่จะช่วยป้องกันเราจากรังสียูวีน้อยลง ทำให้เซลล์เกิดการเสื่อมเร็วขึ้นอาจมีอันตรายต่อเซลล์และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง อวัยวะอีกส่วนหนึ่งที่อาจได้รับผลกระทบคือ จอ (นัยน์)ตา เมื่อจอตามีเม็ดสีน้อยลง ด้วยและเสี่ยงต่อการมองไม่เห็นในระยะต่อไป นอกจากนี้ในประเทศญี่ปุ่นยังเคยมีรายการแพ้กลูตาไธโอนจาการฉีดจนเสียชีวิต


ในประเทศไทยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)อนุญาตให้ใช้กลูตาไธโอนเฉพาะเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนมากใช้ร่วมกับวิตามิน เช่น วิตามินซี ไม่อนุญาตให้ใช้เป็นยากินหรือยาฉีดเข้าร่างกาย

การมีสีผิวแตกต่างกันของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณต่างๆ ของโลก น่าจะเป็นการจัดการของธรรมชาติให้คนเหล่านั้นมีสภาวะที่เหมาะสมกับภูมิประเทศและภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงสีผิวอาจทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีจึงไม่ควรจริงจังกับเรื่องของความสวยความงามจนเกินไป เพราะเราก็ทราบกันอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง ทางที่ดีควรให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพดีและการรักษาสุขภาพอนามัยอย่างเหมาะสมจะดีกว่า

ที่มา นิตยสารแม่บ้าน

กระบวนการผลิตชีส ลักษณะของชีสชนิดต่างๆ

กระบวนการผลิตชีส ลักษณะของชีสชนิดต่างๆ
เอานมมา ใส่แบคทีเรียลงไปอีกนิด เชื้อราอีกหน่อย ตัวร้ายอีกเล็กน้อย ชีสคือวิธีอย่างหนึ่งในการถนอมอาหารไม่ให้เน่าเสีย แล้วเราก็จะได้ความอร่อยที่คนกินเท่าไหร่ก็ไม่พอ จากทุ่งเลี้ยงวัวไปสู่พิซซ่า จากโรคฟอร์ท (Roquefort) ไปถึงเวลวีต้า (Velveeta) ไม่ว่าคุณจะหั่นหรือว่าราดมันคือหนึ่งในการถนอมอาหารที่ซับซ้อนที่สุดของมนุษย์อย่างหนึ่ง

รถบรรทุกมาถึงก่อนรุ่งสาง ถังเหล็กส่องประกายแวววับ แต่ละถังมีปริมาตร 600 แกลลอน เลื่อนเข้าสู่สายพานผลิต มันคือโรงกลั่นอย่างหนึ่งแต่ของที่ทำไม่ใช่น้ำมันหรือว่าก๊าซแต่เป็นนม ที่โรงงานอัลโต้แดรี่ วิสคอนซิน วันปกติจะมีนมประมาณ 3,500,000 ปอนด์มาส่งที่โรงงานหรือประมาณ 70 รถบรรทุก อัลโต้แดรี่จะทำนม 3,500,000 ปอนด์นี้เปลี่ยนให้เป็นชีส 400,000 ปอนด์ทุกวัน นมร้อยละ 90 ที่ผลิตได้ในวิสคอนซินจะกลายเป็นชีส และชีสของวิสคอนซินร้อยละ 10 ถูกผลิตจากโรงงานแห่งนี้ อัลโต้แดรี่โรงงานทำชีสที่ใหญ่ที่สุดทางตะวันออกของมิสซิสซิปปี้ ตั้งแต่โรงงานใหญ่โตไปจนถึงฟาร์มเล็กๆ การทำชีสคือศาสตร์และศิลป์และงานฝีมือ ทั้งยังเป็นความสัมพันธ์ระหว่างที่ดิน สัตว์ และเทคนิค

อัลโต้แดรี่ก็เช่นเดียวกับโรงงานทำชีสอื่นๆ ชีสดีๆ เริ่มต้นจากนมบริสุทธิ์เข้มข้น สิ่งแรกที่ทำเวลารถบรรทุกนมเข้ามาคือ เจ้าหน้าที่จะเปิดฝาเพื่อนำตัวอย่างนมมาตรวจหาสารปฏิชีวนะ เมื่อห้องแล็บตรวจแล้วพวกเขาก็จะติดท่อเข้าไปเพื่อสูบนมออกมาจากถังไปเก็บไว้ในแท้งค์นมขนาดยักษ์ของโรงงาน เมื่อการผลิตชีสเริ่มขึ้นนมจะถูกส่งไปฆ่าเชื้ออย่างรวดเร็วที่อุณหภูมิประมาณ 162 องศาฟาเรนไฮต์เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั้งหมด จากนั้นมันจะถูกส่งไปหม้อทำชีส ที่แปลกก็คือขั้นตอนต่อไปที่สำคัญที่สุดในการทำชีสทุกชนิด ตั้งแต่ชีสสดชนิดเหลวไปจนถึงพาร์มิซานที่ต้องบ่ม นั่นก็คือการใส่เชื้อแบคทีเรีย เป็นที่ทราบกันว่าแบคทีเรียชนิดดีจะเป็นตัวบ่มชีส

การทำชีส, การผลิตชีส, ชีส, ประเภทของชีส, ประวัติของชีส

เราต้องใส่แบคทีเรียชนิดดีลงไป และมันจะเป็นการเริ่มกระบวนการบ่ม สิ่งที่มันทำคือแบคทีเรียมันจะเริ่มกินแลคโตสหรือน้ำตาลนม ขณะที่แบคทีเรียที่ได้รับความช่วยเหลือจากความร้อนและการกวนที่พอเหมาะ กินน้ำตาลและหมักพวกมันเป็นกรดแลคติก พวกมันลดค่า pH ของนม นี่จะทำให้ชีสมีกลิ่นและรสฉุนเปรี้ยวในที่สุด ค่า pH ที่ลดลงจะทำให้โปรตีนนมแข็งเป็นก้อน ที่โรงงานอัลโต้นมพวกนี้จะถูกทำให้กลายเป็นเชดดาห์ชีส ดังนั้นก่อนที่นมจะแข็งเป็นก้อน คนทำชีสจะใส่สีย้อมที่ทำจากพืชที่เรียกว่าชาดลงไปเพื่อให้เชดดาห์ชีสมีสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์

การแข็งเป็นก้อนที่แท้จริงเกิดขึ้นเพราะเอนไซม์มหัศจรรย์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าเรนเน็ต (Rennet) แม้คนทำชีสปัจจุบันมักใช้เรนเน็ตที่สังเคราะห์จากพืช แต่ในอดีตมันถูกนำมาจากในกระเพาะของสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่นวัวหรือแกะ ภายในเวลาแค่สามสิบนาที เรนเน็ตเพียงเล็กน้อยก็เปลี่ยนนมหม้อใหญ่นี้ให้กลายเป็นก้อนเหนียวเหมือนโยเกิร์ต นมประมาณ 55,000 ปอนด์จะใช้เรนเน็ตแค่ประมาณ 70 ออนซ์เท่านั้น จากนั้นมีดอัตโนมัติจะหั่นพวกมันเป็นชิ้นแข็งๆ ที่เรียกว่า เคิร์ด (Curd)  ส่วนของเหลวที่คัดออกมาเรียกว่า หางนม (Whey หรือ Milk Serum) นี่คือลักษณะสากลอย่างหนึ่งของการทำชีส ที่โรงนมไม่ว่าทั้งใหญ่และเล็ก ขนาดของเคิร์ดจะเป็นตัวกำหนดเนื้อและปริมาณความชื้นของชีส ยิ่งเคิร์ดมีขนาดบางเท่าไหร่ หางนมที่คั้นออกมาได้ก็ยิ่งมาก เชดดาห์ชีสจะถูกตัดจนบางเฉียบ มันจะได้เป็นชีสเนื้อแน่นที่แห้งสนิท

ต่อมาเราจะล้างเคิร์ด ซึ่งต้องลดอุณหภูมิลงเพื่อชะลอปฏิกิริยาของแบคทีเรียและขจัดแหล่งอาหารของพวกมันด้วยการล้างแลคโตสออกไปบ้าง จากนั้นเราจะทำให้เค็มด้วยการใส่เกลือซึ่งไม่เพียงเพื่อเพิ่มรสชาติให้ชีสแต่ยังเป็นการควบคุมแบคทีเรียอีกทางหนึ่งด้วย จากนั้นเคิร์ดจะถูกส่งไปยังจุดอัดชีส ซึ่งมันจะถูกส่งลงไปในแม่พิมพ์ที่รู้จักกันในวงการว่า "640" ซึ่งก็คือแม่พิมพ์ชีสขนาด 640 ปอนด์นั่นเอง แม่พิมพ์จะถูกส่งลงไปในเครื่องอัดไล่น้ำและปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที หลังจากทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วตัวอัดไล่น้ำจะกดลงมา แรงอัดทั้งหมดจะรีดเอาหางนมออกไปอีก แม่พิมพ์แต่ละชิ้นจะกดอัดประมาณ 8 นาที ด้วยแรงอัด 5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (PSI = Pounds per Square Inch)

เครื่องพลังไฮดรอลิคนี้ใช้สำหรับอัดชีสในระดับอุตสาหกรรม ส่วนคนทำชีสทั่วไปใช้วิธีง่ายๆ มานับพันปี คือใช้แรงคนรีดเอาหางนมออกไป แม่พิมพ์ถูกส่งไปอัดต่อในห้องสูญญากาศ พอเวลาผ่านไปชิ้นเคิร์ดจะหลอมรวมกันเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า เชดดาห์ชีส ขณะเดียวกันลึกลงไปในชีส แบคทีเรียที่เป็นตัวบ่มจะทำให้น้ำตาลนมแตกตัวเป็นกรดแลคติกที่มีกลิ่นฉุน ส่วนโปรตีนจะกลายเป็นสารประกอบที่มีรสฉุนจัดค่อยๆ เพิ่มรสชาติให้กับชีส และทั้งหมดนั้นคือขั้นตอนการทำชีสเพื่อถนอมนมไว้ไม่ให้เน่าเสีย เราทำให้โมเลกุลนมแตกตัวเป็นโมเลกุลที่แยกย่อยลงไปอีก การบ่มชีสส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นห่างจากโรงงานอัลโต้แดรี่ ซึ่งจะบ่มชีสในห้องเย็นประมาณ 10 วัน ก่อนที่จะเอาออกจากแม่พิมพ์ไปสู่พ่อค้าคนกลาง เป็นที่มาของ อิงลิชฟาร์มเฮ้าส์เชดดาห์แบบดั้งเดิมที่มากด้วยปริมาณและเทคโนโลยี

คนทำชีสในโลกนี้ผลิตชีสได้ปีละ 20 ล้านตัน มากกว่ายาสูบ เมล็ดกาแฟ ใบชาและเมล็ดโกโก้รวมกันทั้งโลก เพราะชีสไม่สามารถชั่งตวงวัดเป็นปริมาณเพียงอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของความชื่นชอบ ความหลงใหลไม่มีวันจบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นชีสกลิ่นฉุนอย่าง บรีเดอมัวร์ (Brie de Meaux) หรือชีสในชีสเบอร์เกอร์ ในฐานะอาหารพกพาที่เต็มไปด้วยโปรตีน มันยังเป็นส่วนสำคัญในการอยู่รอดของมนุษย์อีกด้วย

เรารับรองได้เลยว่ามีการทำชีสในนครบาธมากว่า 3,000 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว โดยเฉพาะในแถบที่เรารู้จักในปัจจุบันว่าเป็นประเทศตุรกี อิหร่าน ซีเรีย อาจจะหลายพันปีก่อนมีนครบาธด้วยซ้ำ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือกากแห้งๆ ที่นักโบราณคดีขุดพบในหม้อดินเผาในบริเวณที่ปัจจบันคืออียิปต์ ซึ่งมีอายุประมาณ 2-3 พันปีก่อนคริสตกาลตามการตรวจอายุด้วยเครื่องตรวจคาร์บอน

ระหว่างการคาดเดาประวัติศาสตร์ของผู้รู้กับตำนานคือทฤษฎีที่ว่ามันเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ต้องขอบคุณคนเลี้ยงแกะเร่ร่อนที่บังเอิญเอานมแกะใส่ถุงที่ทำจากกระเพาะแพะหรือแกะ ขณะที่พวกเขาพกถุงนม นมเกิดปฏิกิริยากับเยื่อบุกระเพาะซึ่งมีเชื้อเรนเน็ตอยู่ด้วย และทำให้มันกลายเป็นเคิร์ดแยกตัวกับหางนม ถ้าเราอัดเคิร์ดพวกนี้เข้าด้วยกัน มันก็คือชีส มีการคิดค้นการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำมาตลอด 5-8 พันปี จนกลายมาเป็นชีสในปัจจุบันที่นิยมกันอย่างแพร่หลายเพราะมันเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่งและมันเก็บได้นาน

ชีส 1 ออนซ์ มีโปรตีนเป็น 7 เท่าของนม 1 ออนซ์ และมีแคลเซียมมากกว่า 5 เท่า ชีสยังให้พลังงานจากไขมันที่เข้มข้นด้วย ซึ่งร้อยละ 40-50 ของน้ำหนักที่ปราศจากน้ำคือไขมัน แต่เดิมชีสโบราณทำจากนมของผู้ร่วมทางอย่างแพะ มีการเลี้ยงแพะมากว่า 7,000 ปีแล้ว พวกมันก็คือสัตว์ชนิดแรกๆ ที่มนุษย์เลี้ยง จึงมีความเป็นไปได้ว่าชีสนมแพะอาจจะเป็นชีสชนิดแรกที่ถูกทำขึ้นบนโลก ในมหากาพย์โอดิสซี่ย์ของโฮเมอร์ เป็นมหากาพย์แห่งอารยธรรมตะวันตก ซึ่งคาดว่าโฮเมอร์แต่งเรื่องนี้เมื่อ 800 ปีก่อนคริสตกาล บางส่วนในเรื่องได้พูดถึงไซคลอปส์ยักษ์ตาเดียวที่เลี้ยงแกะเอาไว้ เขากวนนมแพะและนมแกะเพื่อทำเป็นเคิร์ด รีดน้ำจากชีสในตะกร้าที่สานแน่นแล้วบ่มพวกมันในถ้ำ

วิธีทำชีสนมแพะพัฒนาต่อไป ไม่เพียงในกรีซแต่ยังเผยแพร่ไปทั่วเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งที่เรดวู้ดฮิลฟาร์ม ทางเหนือของแคลิฟอร์เนีย ในการทำเฟต้าชีสของที่นี่ มีนมหนึ่งพันแกลลอนในเครื่องบ่ม ใส่เรนเน็ต แล้วสักพักมันก็จะเซ็ตตัวเป็นลิ่มก้อนเหมือนเต้าหู้หรือเจลลี่ คนทำชีสหั่นเคิร์ดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมค่อนข้างใหญ่และแยกมันจากหางนม จากนั้นก็ใส่เคิร์ดลงในแม่พิมพ์ มันอัดแน่นเข้าด้วยกันปละกลายเป็นชีสชิ้นหนึ่ง ที่นี่จะไม่กดอัดด้วยเครื่องจักร พอทิ้งไว้หนึ่งคืนพวกมันจะได้ที่ พอพรุ่งนี้เช้าก็จะใส่ก้อนเคิร์ดนี้ลงในน้ำเกลือสมุทร

คุณค่าของชีสในฐานะที่น้ำหนักเบาเป็นอาหารที่เก็บได้นาน เพิ่มขึ้นเมื่อวัฒนธรรมเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะโรมันทำให้ศิลปะการทำชีส เค็ม แข็ง มีขนาดใหญ่ขึ้น เก็บได้นานและพกพาได้ง่าย มีทหารโรมันมากมายที่ต้องกินอาหาร และชีสก็เป็นอาหารอย่างหนึ่งของพวกเขา ดังนั้นพวกทหารโรมันไม่ว่าจะไปที่ไหนจะไปหาฝูงวัว ฝูงแพะหรือแกะ อะไรก็ได้ที่มี จากนั้นก็รีดนมมาทำชีส ชีสโรมันที่โดดเด่นที่สุดตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันก็คือชีสนมแกะแห้งๆ มันๆ ที่แข็งมาก ซึ่งเราเรียกว่าโรมาโน่เปโคริโน (Romano Pecorino) แปลว่าชีสที่ทำจากนมแกะจากแถบโรม

ชีสแข็งอิตาลีที่ยอดเยี่ยมอย่าง กราน่า ปาดาโน่ (Grana Padano) กับ พาร์มิจิอาโน่ เร็จจิอาโน่ (Parmigiano Reggiano) ถูกทำต่อเนื่องมาราวๆ พันปี หรืออาจนานกว่านั้น ชาวโรมันไม่ใช่พวกเดียวที่ทำแผ่นชีสบ่มใหญ่ๆ แข็งๆ ต้นศตวรรษที่ 11 สูงขึ้นไปบนแอลป์ของสวิส คนเลี้ยงสัตว์ต้อนสัตว์ในฤดูร้อนตามลำพังให้พวกมันหากินหญ้าสมุนไพรหวานๆ บนภูเขาแล้วผลิตชีสแข็งก้อนใหญ่อย่าง กรูแยร์ (Gruy?re cheese) อาหารสำคัญที่ช่วยให้อยู่รอดผ่านฤดูหนาวอันโหดร้าย สวิสผลิตกรูแยร์อย่างต่อเนื่องมาอย่างน้อยหนึ่งพันปีแล้ว การคิดค้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้เต็มไปด้วยรู ทำไมจึงมีรูในชีสสวิส และนักบวชในยุคกลางที่ดื่มเหล้าจัด สร้างสรรค์ชีสที่ดีที่สุดและกลิ่นฉุนที่สุดในโลกได้อย่างไร

เมื่อก้าวเข้าไปในร้านชีสระดับโลก ก็เหมือนก้าวเข้าไปในยันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ ที่ๆ รวมชีสกลิ่นฉุนๆ ที่ดีที่สุดในโลกไว้อย่างแปลกประหลาด ไม่ว่าจะเป็นร้านชีสที่เป็นมิตรและมีชื่อเสียงในแคลิฟอร์เนียหรือเบเวอร์ลี่ฮิลล์ หรือตลาดแฟร์เวย์ที่คราคร่ำ ห่างออกไปสามพันไมล์ที่นครนิวยอร์ค เราเกือบจะจัดอันดับร้านชีสดีๆ ได้จากกลิ่นที่เวลาเดินเข้าไปในร้าน ถ้าไม่มีกลิ่นเหม็นฉุน คุณก็เข้าร้านผิดแล้ว

ชีสมีกลิ่นเหม็นฉุนเพราะการทำงานของแบคทีเรียและเชื้อรา ซึ่งทำให้ไขมันและโปรตีนแตกตัวเป็นองค์ประกอบที่ระเหยง่าย อย่างแอมโมเนียและไฮโดรเจนซัลไฟด์ อันเป็นที่มาของกลิ่นแรงๆ ชีสที่เหม็นฉุนที่สุดถูกทำขึ้นโดยนักบวชแบ๊บติสต์และเบเนดิกทีน (Baptist and Benedictine) ในยุคกลางซึ่งนำความคิดสร้างสรรค์อันยอดเยี่ยมที่นำไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการทำชีสนั่นก็คือการบ่ม

ชีสที่เหม็นฉุนนั้นเพราะพวกมันถูกล้างน้ำมาอีกที พวกนักบวชเรียนรู้ว่าถ้าถูผิวหน้าของชีส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชีสนมวัว การล้างด้วยน้ำเปล่า น้ำเกลือ ไวน์ เบียร์ บรั่นดี หรืออาจจะเป็นน้ำองุ่นจะเป็นการให้อาหารแก่แบคทีเรียธรรมชาติที่อยู่นอกชีส ในอากาศ รวมทั้งในเนื้อชีสได้ทำงานเพื่อบ่มชีส นักบวชเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโลกโบราณหรือยุคกลาง พวกเขาทำให้การทำชีสนี้ยังคงอยู่ มันคือศิลปะ

ชีสมองต์เดอแคทส์ (Mont des Cats) เป็นชีสดั้งเดิมที่นักบวชยุคนั้นทำขึ้น มันกินแกล้มเนื้อแห้ง เบียร์และบทสวดสักสองบท ชีสนี้เหมาะมากๆ เอามากินแกล้มเบียร์อร่อยกว่าชีสที่มีเนื้อแข็งๆ พวกนักบวชก็เลยคิดสูตรชีสที่เหนียว เนื้อละเอียดและอร่อยมากๆ กินกับขนมปังดำและเบียร์ที่แรงๆ อาหารที่กินในสมัยนั้นทำให้พวกเขาแข็งแรงมากๆ

อีกหนึ่งตำนานของชีสสูตรแบ๊บติสต์คือชีสลิมเบอร์เกอร์กลิ่นฉุนที่โด่งดัง ที่สหกรณ์ชาเลตชีส มอนโร วิสคอนซิน นักทำชีส มารอน โอลสัน ทำชีสวิธีเดียวกับที่นักบวชทำมากว่า 1 ศตวรรษ เมื่อเคิร์ดแข็งตัวแล้วก็คลุกด้วยเกลือ จากนั้นก็ส่งไปยังห้องบ่มเพื่อให้ได้แบคทีเรียอันเป็นเอกลักษณ์ พรมน้ำไปบนผิวชีส มันคือน้ำผสมเกลือที่มีแบคทีเรียชนิดพิเศษ จากนั้นก็จะลวกมันและทำแต่ละด้านให้เป็นสี่เหลี่ยมสุดปลายก้อนชีส แบคทีเรียจะเริ่มเติบโต ทำให้โปรตีนในชีสแตกตัว เปลี่ยนมันจากชีสร่วนๆ ที่เป็นกรดมากให้กลายเป็นชีสนุ่มๆ มันทำให้ด้านนอกของชีสนิ่มเข้าไปถึงด้านใน ลิมเบอร์เกอร์อาจไม่ใช่ชีสพรมน้ำที่กลิ่นแรงที่สุด แต่มันอาจเป็นกลิ่นประเภทที่คนจำได้ เพราะบรีวีแบคทีเรียม (Brevibacterium) ในชีสลิมเบอร์เกอร์เป็นแบคทีเรียชนิดเดียวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลิ่นตัวของคนเรา ที่โรงงานของสหกรณ์ชาเลตชีสใช้แบคทีเรียชนิดเดียวกันนี้จากแผ่นไม้สนในห้องบ่มตั้งแต่ต้นปี 1900 ปัจจุบันชาเลตชีตคือบริษัทเดียวที่ผลิตลิมเบอร์เกอร์ในสหรัฐ แต่ต้นศตวรรษที่ 20 ลิมเบอร์เกอร์ได้รับความนิยมอย่างมาก

ถ้าคุณคิดว่าการทาแบคทีเรียเป็นวิธีที่น่ารังเกียจในการบ่มชีส คุณอาจอยู่ให้ห่างจากมิโมเล็ตต์ (Mimolette Cheese) เนยแข็งที่ถูกบ่มด้วยมูลชองไรในโพรงไม้ มันเป็นชีสโปรดของชาร์ล เดอ กูล (Charles de Gaulle) อดีตประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ถ้าเราดูที่ผิวจะเห็นตัวไรที่กินเข้าไปในผิวเหมือนตามด มันมีผลทำให้รสชาติแปลกออกไป เนื้อชีสจะค่อนข้างอ่อนอยู่กึ่งกลางระหว่างเชดดาห์กับอีดาม (Edam Cheese) สิ่งมีชีวิตที่นิยมใช้ในการบ่มชีสมากกว่าก็คือรา ราบนชีสถูกเพาะมาอย่างดี ไม่เหมือนที่ขึ้นตามห้องใต้ดินอับๆ

ในตระกูลเดียวกับบรี ชีสนมแพะที่เต็มไปด้วยรานี้เรียกว่า โครติน (crottin cheese) กับ คามิลเลีย (camilia) ถูกบ่มอยู่ที่เร้ดวู้ดฮิลล์ฟาร์ม ช่วงแรกของการผลิต คนทำชีสใส่การผลิตชีส ลงในนม ระหว่างขั้นตอนการบ่ม ราจะขึ้นอยู่บนผิวหน้าชีส เพราะมันต้องการอากาศ ชีสจะถูกเปลี่ยนองค์ประกอบ ราจะทำให้ไขมันเนยแตกตัวไปด้วย มันจะหมักชีสจากด้านนอกเข้าไปด้านใน คาเมมเบิร์ต (Camembert Cheese) กับ บรี (Brie Cheese) ถึงได้มีขอบหนืดๆ มันจะถูกหมักไปเรื่อยๆ จนกว่าชั้นในสุดจะเหลวเหมือนกัน

ชีสหนืดที่มีชื่อเสียงที่สุดคือชีสสีฟ้าอย่างสติลตัน (Stilton) ของอังกฤษ กอกอนโซล่า (Gogonzola) ของอิตาลี และโดยเฉพาะ โรคฟอร์ท (Roquefort) ของฝรั่งเศส ตามที่เล่ากันมานมแกะสีฟ้าถูกบ่มในถ้ำที่ชื่อว่าโรคฟอร์ทและมีราขึ้นตามเนื้อชีส โรคฟอร์ทคือชีสนมแกะสีฟ้าที่ทำกันในแคว้นโอแวร์ญ (Auvergne) ของฝรั่งเศส มันคือนมแกะแท้ๆ และถูกบ่มอยู่ในถ้ำ พอถึงจุดนึงชีสจะขึ้นรา พอปาดออกอากาศจะเข้าไปและทำให้ราสีฟ้าเจริญเติบโต มันคือราสีฟ้าที่เรียกว่า เพนิซิเลียมโรคฟอร์ท ชีสโรคฟอร์ทไม่เหมือนใครเลย มันไม่เหมือนชีสสีฟ้าอื่นๆ

ชีสที่มีเอกลักษณ์อีกชนิดหนึ่งคือชีสเอ็มเมนทอลที่ทำในสวิสเซอร์แลนด์ แล้วรูพวกนี้ในชีสสวิสนี้มาจากไหนล่ะ ในการทำชีสสวิสในขั้นตอนแรกๆ จะใส่แบคทีเรียชนิดพิเศษลงไป มันชื่อว่าแบคทีเรียโพรพิโอนิก ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติในนมจะเติบโตในห้องบ่มที่อุ่นกว่าปกติ พอมันทำให้ชีสอุ่น แบคทีเรียโพรพิโอนิกก็จะเริ่มเติบโต พวกมันจะก่อตัวเป็นหย่อมเล็กๆ หย่อมพวกนี้จะเริ่มสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์นี้จะดันให้ชีสโป่งเกิดเป็นรูด้านในชีส เจ้าแบคทีเรียชนิดนี้ยังทำให้เกิดรสชาติที่เราเรียกกันว่าเป็นรสชาติแบบสวิส

รสชาติคือสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดของชีส ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของชีสแปรรูป ชีสที่ผ่านกระบวนการแล้วอาจแปรรูปได้หลายอย่าง อาจจะเป็นชีสแผ่นแบนๆ ไปจนถึงชีสที่เป็นครีมซอส มันถูกปรุงแต่งด้วยสารต่างๆ แล้วนำมาคืนรูปใหม่ ชีสที่ได้มีอายุที่นานกว่าตามธรรมชาติ ละลายได้สม่ำเสมอกว่าและผลิตได้ประหยัดกว่า เราพบกระบวนการนี้ได้ที่วิโนน่าฟู้ดส์ กรีนเบย์ วิสคอนซิน ที่โรงงานแห่งนี้ผลิตชีสแปรรูปหลายชนิด รวมทั้งชีสซอสแบบเป็นขวด มันมีตราสินค้าเป็นรูปวัวบนกระป๋อง ชีสแปรรูปจะเริ่มจากชีสธรรมชาติอย่างเชดดาห์หรือโคลบี้ ที่โรงงานวิโนน่าแห่งนี้ เชดดาห์ชีสสีขาวก้อนละ 40 ปอนด์ถูกบด เป้าหมายคือเพื่อเพิ่มพื้นผิวให้สารเคมีแปรรูปแทรกซึมเข้าเนื้อชีสให้ได้มากที่สุดในหม้อผสม ที่จะใส่สารอิมัลซิไฟเออร์ ผงหางนม ไขมัน และน้ำ ผสมจนชีสมีเนื้อเหนียวข้น

ส่วนประกอบสำคัญในชีสแปรรูปทุกชนิดก็คือสารอิมัลซิไฟเออร์ที่จะทำให้มันรวมเข้ากับสารอื่นเป็นเนื้อเดียวกันทำให้ไขมันกระจายตัวและไม่แยกชั้นกันกับผงหางนมโปรตีนที่ใส่เข้ามาแม้เวลาจะผ่านไปและทำให้มันมีเนื้อนุ่มเนียน ส่วนผสมถูกหลอมและคนอยู่ตลอดเวลา มันคือขั้นตอนสำคัญอย่างหนึ่งในการขึ้นรูปให้เนื้อชีส เนื้อของมันเกือบจะเหมือนพลาสติกภายในหม้อผสมที่มีอุณหภูมิร้อนมากๆ

ชีสแปรรูปชนิดแรกถูกวางจำหน่ายในปี 1915 โดยชายผู้ที่ประทับใจประวัติของชีสมากกว่าใครๆ เขาคือ เจมส์ แอล คราฟท์ อาชีพทำชีสของคราฟท์เริ่มต้นในชิคาโกในปี 1903 ในตอนแรกเขาลงทุน 65 เหรียญสหรัฐกับม้าและรถเทียมม้า จากนั้นก็เริ่มส่งชีสไปยังร้านของชำในท้องถิ่น แต่คราฟท์ไม่พอใจกับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในขณะนั้น มันไม่มีความเสถียรในแง่ของรสชาติและคุณภาพของชีสและยังมีปัญหากับอายุการเก็บที่สั้นอีกด้วย

ปี 1911 เริ่มทดลองทำชีสที่ฆ่าเชื้อด้วยความร้อนซึงสามารถขายเป็นกระป๋อง แต่ความร้อนทำให้ไขมันและโปรตีนแยกตัวกัน ในที่สุดคราฟท์ก็พบว่าการคนอย่างสม่ำเสมอและการใช้สารอิมัลซิไฟเออร์แก้ปัญหานี้ได้ ในไม่ช้าคราฟท์ก็ได้ออเดอร์ล็อตใหญ่ เขาได้ทำการเซ็นสัญญาว่าจะส่งชีสที่ไม่เน่าเสีย 6 ล้านปอนด์ให้กับกองทัพสหรัฐระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และนี่ก็คือสัญญาฉบับสำคัญที่ช่วยให้เจมส์ แอล คราฟท์พัฒนาธุรกิจของเขาขึ้นมา ธุรกิจกลายเป็นอาณาจักรอย่างรวดเร็ว ปี 1923 ทำบริษัทชีสที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากนั้นในปี 1928 คราฟท์ก็วางตลาดก้อนชีสนุ่มๆ สีทองที่มีชื่อแสนไพเราะว่าเวลวีต้า (Velveeta)

สิ่งที่เวลวีต้าไม่เหมือนกับชีสอื่นๆ ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า หางนมที่ถูกแยกออกไปตอนทำชีสถูกนำมาใส่กลับเข้ามาตอนแปรรูป และสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พบนั้นทำให้ชีสมีเนื้อครีมที่แปลกใหม่และคุณค่าทางสารอาหารที่ได้เพิ่มขึ้น และไม่น่าเชื่อว่าร้อยละ 30 ของชีสที่ผลิตทั่วอเมริกานั้นคือชีสของคราฟท์ วิศวกรของคราฟท์ยังนำเทคโนโลยีหลักๆ ทั้งหมดมาใช้ในการผลิตชีสแปรรูป รวมทั้งหม้อที่กวนชีสได้อย่างต่อเนื่องก็ยังถูกใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน เท่านั้นยังไม่พอ นักวิทยาศาสตร์ของคราฟท์ยังคิดค้นการผลิตครีมชีสที่ไฮเทคจนน่าประหลาดใจ

ในยุค 1940 ออสการ์ เจ ลิ้งค์ ได้ผลิตเครื่องแยกครีมเพื่อทำครีมชีส ซึ่งทำให้เราแยกหางนมออกจากครีมชีสได้ภายใน 15 วินาที แทนที่จะเป็นชั่วโมงๆ เหมือนเมื่อก่อน เขายังคิดค้นหม้อต้มพิเศษที่ทำให้เรายืดอายุของสินค้าออกไปได้ถึง 120 วัน ครีมชีสคือชีสธรรมชาติไม่ใช่ชีสแปรรูป แต่การทำให้เนื้อครีมชีสนั้นสมบูรณ์แบบได้นั้นไม่ธรรมดาเลย และมันทำโดยไม่ใช้ครีม มันทำโดยการใช้ให้แบคทีเรียค่อยๆ จัดเรียงประจุไฟฟ้าที่มีอยู่ในนม ประจุไฟฟ้าที่มีในนมอยู่แล้วจะเป็นประจุลบเป็นส่วนใหญ่ มันจึงผลักกันเองและไม่เข้าใกล้กันและกัน นมจึงอยู่ในสภาพของเหลวไม่เป็นเจล แต่เมื่อเราใส่แบคทีเรียลงไป มันจะสร้างกรดบางอย่างและเปลี่ยนกลุ่มประจุไฟฟ้าในโปรตีนให้กลายเป็นประจุบวก ทีนี้พวกมันก็จะเริ่มดึงดูดกันและติดกัน เมื่อประจุมีความสมดุล ส่วนผสมข้นๆ จึงอยู่ในสภาพครีมโดยสมบูรณ์ไม่เหลวไม่แข็ง ณ จุดนั้นมันจะถูกให้ความร้อนอย่างรวดเร็วเพื่อฆ่าแบคทีเรียให้มันหยุดทำงานและก่อตัวเป็นครีมชีส

ในปี 1940 นอร์แมน คราฟท์ น้องชายของเจมส์ ออกแบบระบบกระบอกเย็นที่ไม่เหมือนใคร เพื่อทำผลิตภัณฑ์ที่เขาคิดเอาไว้มาหลายปี ชีสแผ่นสำเร็จรูป ชีสที่ผ่านการให้ความร้อนมาแล้วจะไหลเข้าไปในกระบอกที่ทำความเย็นขนาดใหญ่ มันจะสร้างแผ่นชีสที่เย็นตัวลงอย่างรวดเร็วและแผ่นนั้นก็จะถูกตัดออกเป็นริ้วอย่างรวดเร็ว และจะถูกตัดขวางอีกทีเพื่อให้มีขนาดเป็นสี่เหลี่ยมที่ใส่พอดีกับขนมปัง ซึ่งปกติจะผลิตออกมาเป็นปึกๆ ละ 8 แผ่น จากนั้นก็บรรจุหีบห่อ ฟังดูแล้วเหมือนมันง่าย แต่ก็ถือว่านอร์แมน คราฟท์นั้นเข้าใจคิดมากในยุคนั้น ในที่สุดเมื่อชีสแผ่นนี้ถูกวางจำหน่ายใน ปี 1950 มันเป็นสิ่งที่ฮือฮามาก จากนั้นก็กลายเป็นสินค้าสำคัญจนเป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นชีสอเมริกัน ปัจจุบันชีสแต่ละแผ่นยังคงถูกหั่นมาจากโรงงานคราฟท์ จากรายงานประจำปี ชีสของคราฟท์สามารถผลิตได้ถึง 7,200 ล้านแผ่น ปี 1952 คราฟท์วางตลาด Whiz Cheese ชีสแปรรูปความชื้นสูงชนิดทาที่สามารถทาได้เรียบเนียนมากขึ้น

ความสุขของคนนับไม่ถ้วนคือพิซซ่าร้อนๆ เคล็ดลับของมันก็คือมอซซาเรลล่าชีสนั่นเอง มันคือชีสที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอเมริกาจากการนิยมทานพิซซ่า ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนอเมริกันทานพิซซ่าวันละประมาณ 100 เอเคอร์ ถ้านับตลอดทั้งปีมันก็เป็นพื้นที่ที่สามารถครอบคลุมได้ทั้งแมนฮัตตันด้วยพิซซ่าหนาสองชั้น กลับไปที่อัลโต้แดรี่จากวิสคอนซิน พวกเขาผลิตชีสมอซซาเรลล่าจากนมวัวตลอด 24 ชัวโมง พวกเขาผลิตมอซซาเรลล่าได้ประมาณวันละ 250,000 ปอนด์ ถ้าทั้งปีก็ประมาณ 96 ล้านปอนด์ และในหนึ่งวันสามารถผลิตมอซซาเรลล่าสำหรับใส่พิซซ่าได้ประมาณ 500,000 ถาด

มอซซาเรลล่าเป็นที่รู้จักในฐานะ พาสต้าฟิลาต้า หรือชีสที่สามารถยืดได้ เครื่องจักรที่เรียกว่าคุ๊กเกอร์สเตร็ทเชอร์ (Cooker Stretcher) จะให้ความร้อนกับก้อนเคิร์ด 136 องศาเพื่อละลายมัน การนวดด้วยเครื่องจักรเพื่อเปลี่ยนเคิร์ดเหลวๆ ให้กลายเป็นชีสยืดๆ พอมันออกจากเครื่องผสมและเตาให้ความร้อน มันจะมีเนื้อที่เหนียวหนืดมากๆ ต่อมาเคิร์ดร้อนๆ นี้ถูกเทลงในแม่พิมพ์ เพื่อรักษาเนื้อนุ่มๆ หยุ่นๆ ของมอสซาเรลล่าไว้ ก้อนที่ขึ้นรูปแล้วจะถูกแช่ลงในน้ำเกลือเย็นๆ การแช่น้ำเกลือ 4 ชั่วโมงหยุดกระบวนการบ่มของมันไว้ เมื่อเย็นลงแล้วก้อนมอซซาเรลล่าจะถูกบรรจุลงหีบห่อและถูกบ่มไปอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นชีสจำนวนมาหจะไหลออกมาตามเครื่องตัดและเข้าไปอยู่ในถุงสูญญากาศขนาด 5 ปอนด์ แล้วมันก็จะถูกส่งไปอยู่ตามหน้าพิซซ่าที่อยู่ในเตาอบ

เพื่อให้มอซซาเรลล่าเกรียมนิดหน่อยและยืดได้อย่างสมบูรณ์ คนทำชีสไม่เพียงต้องละละลายและยืดเคิร์ดเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องทำให้แบคทีเรียที่เป็นตัวบ่ม ทำให้โปรตีนนมและแคลเซียมที่เกาะกันอยู่หนาๆ แตกตัวด้วย เพราะแคลเซียมคือกาวที่ยึดโครงสร้างของโปรตีนนมในชีสไว้ด้วยกัน ถ้าเราไม่กำจัดกาวนั้นด้วยกรดระหว่างกระบวนการผลิต ชีสที่ได้ก็จะมีเนื้อทึบๆ ไม่หยุ่นหรือยืด แต่ถ้ากำจัดออกไปทั้งหมดมันก็จะไม่เกาะกันเป็นก้อน

มอซซาเรลล่าแบบดั้งเดิมนั้นทำมาจากนมควาย เมื่อพวกโกธส์ (Goths) นำควายมาจากแคว้น นาเปลส์ (Naples) ช่วงต้นยุคกลาง คนทำชีสอิตาเลียนก็ทำมอซซาเรลล่าดีบูฟาล่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นมควายมีรสชาติหวาน มันและค่อนข้างเข้มข้น มันเหมาะสำหรับการทำมอซซาเรลล่าสดที่ต่างจากชีสสำหรับทำพิซซ่าชนิดอื่นคือมันไม่ได้บ่ม มีความชื้นสูงกว่า มีไขมันสูงกว่า และสามารถกินได้ทันที บริษัทชีสเล็กๆ ในแคลิฟอร์เนียที่ชื่อ Bubalus bubalis ตามชื่อวิทยาศาสตร์ของควายผลิตมอซซาเรลล่าสดได้ 600 ปอนด์ทุกวัน เท่ากับที่อัลโต้แดรี่ผลิตได้ใน  4 นาที เมื่อใส่ก้อนเคิร์ดมอซซาเรลล่าลงในเครื่อง Cooker Stretcher แล้ว สัญชาติญาณและประสบการณ์ของคนทำชีสคือทุกสิ่งทุกอย่าง คนทำชีสใส่น้ำร้อนประมาณ 200 องศาลงไปเพื่อให้เคิร์ดนุ่มและยืดได้อีกครั้ง จากนั้นก็ใส่เกลือและให้เครื่องจักรยืดไปจนกว่ามันเหนียวพอที่จะเอามาปั้นเป็นลูกบอลได้

มือกลอัตโนมัติของเครื่อง Cooker Stretcher จำลองมือมนุษย์ที่เป็นเครื่องมือเก่าแก่เพื่อยืดดึงมอซซาเรลล่าสด มอซซาเรลล่านั้นหมายถึงตัดได้ด้วยมือ เพราะคำว่า Mozzare ในภาษาอิตาเลียนนั้นแปลว่าตัด พอเครื่องปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วก็จะช็อคมันด้วยน้ำเกลือเย็นจัด ที่โรงงาน Bubalus bubalis ยังผลิตรีค็อตต้านมควายอีกด้วย รีค็อตต้าไม่เหมือนชีสชนิดอื่นเพราะมันทำมาจากหางนมคัดทิ้งทั้งหมด แทนที่จะเป็นเคิร์ด

หางนมคือสิ่งที่เหลือหลังจากได้เคิร์ดแล้ว ซึ่งยังมีโปรตีนเหลืออยู่มาก และจะเอาหางนมนี้ไปใส่ในถังแยกต่างหากเพื่อทำ รีค็อตต้า (Ricotta) และจะต้มมันจนมีอุณหภูมิ 198 องศา จากนั้นก็จะใส่เกลือและกรดซิตริกลงไปนิดหน่อย โปรตีนซึ่งอยู่ในหางนมนั้นก็จะจับตัวเป็นก้อนอีกครั้ง แยกชั้นออกมาจากของเหลว ก็ช้อนออกมาใส่บรรจุภัณฑ์

หางนมไม่เพียงเอามาทำเป็นรีค็อตต้าเท่านั้น มันถูกจัดว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูง และนำมาผลิตให้เป็นผงเพื่อทำเวย์โปรตีนสำหรับนักกีฬาที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ที่โรงงานของอัลโต้แดรี่มีเครื่องทำผงหางนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มันสามารถผลิตผงหางนมได้ประมาณ 12,000 ปอนด์ต่อชั่วโมง หางนมที่เป็นของเหลวจะถูกฉีดผ่านหัวพ่นสวนผ่านลมร้อนเพื่อให้ความชื้นระเหยออกไปแล้วตกลงมากลายเป็นผง ผงหางนมประกอบด้วยโปรตีนประมาณร้อยละ 12 ที่เหลือส่วนใหญ่คือน้ำตาลนมกับแร่ธาตุเช่นแคลเซียมหรือแมกนีเซียม อดีตของเหลือทิ้งนี้จะถูกผสมเข้ากับอาหารนับไม่ถ้วนตั้งแต่ขนมปังไปจนถึงไส้กรอก ในบรรดาคุณประโยชน์มากมาย หางนมทำหน้าที่เป็นสารให้ความหวาน โดยให้โปรตีนและแร่ธาตุสำคัญด้วย

หางนมไม่ใช่แค่อาหารเพื่อฟื้นฟูสุขภาพเท่านั้นมันยังมีคุณสมบัติของอาหารที่มีในชีสอีกด้วย ชีสมีไขมันมาก แต่นักวิทยาศาสตร์จากวิสคอนซินในศูนย์วิจัยค้นคว้าด้านการผลิตนมร่วมงานกับฟาร์มนมและคนทำชีสเพื่อกลั่นสารอาหารที่ดีกว่านั้นจากไขมัน โดยเพิ่มระดับไขมันโอเมก้า 3 ของชีสซึ่งเป็นไขมันดี พวกเขาเพิ่มระดับโอเมก้า 3 ในชีสด้วยวิธีการ 2 อย่าง อย่างแรกคือการให้อาหารที่ดีกับวัวที่รีดนม อย่างเมล็ดของต้นป่าน อีกวิธีหนึ่งก็คือผสมสารที่ได้จากทะเลไม่ว่าจะได้จากปลาหรือสาหร่าย นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีแยกกลิ่นคาวต่างๆ ออกจากปลาได้ หรือแม้กระทั่งการผสมสารที่เป็นโปรไบโอติกลงในชีส ที่ทำให้มันมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร

แม้จะมีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีสก็ยังจะถูกปรับแต่งวิธีการผลิตโดยความคิดสร้างสรรค์ของคนทำชีสแต่ละคนต่อไป ชีสจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับผืนดิน และสัตว์อันเป็นแหล่งที่มาของมัน อาหารที่วัว ควาย แกะ แพะกิน สารอาหารที่ถุกแปลงเป็นน้ำนม กลายเป็นไขมัน แล้วกลายเป็นชีส ทำให้ชีสมีความซับซ้อนและมีลักษณะของมันเอง มันน่ามหัศจรรย์มาก มันอยู่กับเรามานานเหตุผลเพราะว่า มันเป็นอาหารที่ดี พระเจ้าสร้างมนุษย์ มนุษย์สร้างชีส

บทความแนะนำ

20 ไอติมแสนอร่อยในญี่ปุ่น 20 อันดับเมนูเส้นแปลก ซุปทาโกะยากิพร้อมเส้น 25 เมนูอาหารสุขภาพคูณสอง วิธีสร้างกล้ามของดาราฮอลลีวู้ด 5 สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวราดหน้า 5 สุดยอดร้านกระเพาะปลาในกรุงเทพ อาหาร 100 อย่างตามทางรถไฟสายยามาโนเตะ 101 เมนูซูชิ


อาหาร, เมนูอาหาร, เมนูขนมหวาน, อันดับอาหาร, รีวิวอาหาร, รีวิวขนม, ร้านอาหารอร่อย ภัยอันตราย, ภัยยาเสพติด, ภัยจากสัตว์มีพิษ, ภัยธรรมชาติ, ภัยอาชญากรรม สุขภาพ, สุขภาพดี, อาหารสุขภาพ, สมุนไพร, ประโยชน์ของสมุนไพร วิทยาศาสตร์น่ารู้, จักรวาล, ความรู้วิทยาศาสตร์, นักวิทยาศาสตร์ ผี, เรื่องเล่าผี, สยองขวัญ, เรื่องสยองขวัญ, เรื่องผี, เรื่องน่ากลัว, ฆาตกรโหด, ฆาตกรต่อเนื่อง, อันดับผี อันดับสัตว์, สิบอันดับสัตว์, สารคดีสัตว์โลก, ชีวิตสัตว์โลก ประวัติศาสตร์, บทความประวัติศาสตร์, เรื่องราวในประวัติศาสตร์ จัดอันดับ, 10 อันดับ, สิบอันดับ, ที่สุดในโลก, 10 อันดับสัตว์, 10 อันดับผี, 10 อันดับฆาตกร, 10 อันดับอาหาร, 10 อันดับเรื่องสยองขวัญ จัดอันดับ, 10 อันดับ, เรื่องสยองขวัญ, เรื่องเล่าสยองขวัญ, ดูดวง, นิทาน, ภัยอันตราย, สมุนไพร, สุขภาพ