ตำนานผี

5 ตำนานผีไทย

เราเห็นเรื่องราวต่างๆมากมายในละคร ในภาพยนตร์เกี่ยวกับผี แต่ไม่เคยรู้จริงๆว่า ผีที่เราได้เห็นนั้น มีเรื่องราวความเป็นมาอย่างไรบ้าง ฉะนั้นเพื่อเพิ่มความกลมกล่อมเลยจัดหาตำนานผีไทยที่ทุกคนรู้จัก เรามาหลอนกันเลยดีกว่า

ผีพราย
จริงๆแล้วผีพราย คนในอดีตจะบอกว่าเป็นผีที่เป็นผู้หญิงที่ตายเพราะการคลอดลูก หรือว่าตายหลังจากคลอดลูกได้ไม่นาน บางคนก็บอกว่าผีพรายเป็นคนแก่ที่ไม่มีแม้เรี่ยวแรงจะเดิน พออยู่คนเดียว ก็จะมีแรงไปหาของดิบของคาวกิน พอมีคนมาก็ไร้เรี่ยวแรงอย่างเดิม และก็มีความเชื่อกันอีกว่าผีพรายเป็นผีที่แปลงร่างเป็นสัตว์ต่างๆโดยเฉพาะเป็นนกเค้าแมว แถมว่ากันว่าถ้าบ้านไหนมีคนป่วย แล้วมีนกเค้าแมวมาเกาะบริเวณบ้าน คือผีพรายกำลังมาทำให้คนป่วยนั้นเสียชีวิตโดยเร็ว แต่ในปัจจุบันทุกคนจะรู้จักผีพราย ที่มีรูปร่างเหมือนคนอยู่ในน้ำ มีเนื้อเปื่อย ซีด ตัวเขียวคล้ำ เนื้อตัวเป็นเมือกลื่น เหม็นและเน่า ใครไปบริเวณแหล่งน้ำ ก็ระวังให้ดี หากได้กลิ่นเหม็น แล้วเห็นคนอยู่ในน้ำ นั้นแหละคุณเจอแล้ว ผีพราย!!

ผีกระสือ
หลายคนรู้จักกันดีกับผีประเภทนี้ มักจะอยู่ในร่างของผู้หญิงแก่ ความหลอนอยู่ที่จะมีแค่หัวกับตับไตไส้ เท่านั้น คนในอดีตบอกไว้ว่า กระสือมีทั้งหญิงและชาย ผีกระสือจะชอบมากเมื่อมีคนคลอดลูก ตกดึกก็จะตามหากลิ่นนั้นแล้วกินตับไตไส้พุงของคนคลอด จึงทำให้คนในอดีตต้องมีต้นที่มีหนามไว้รอบบ้าน และใต้ถุนบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้กระสือเข้ามา เพราะกะสือจะกลัวหนามไปเกี่ยวเอาไส้ของตัวไป
ว่ากันอีกว่า กระสือชอบกินของเน่าด้วยรวมถึงอุจจาระ หลังจากอิ่มเรียบร้อย ก็จะลอยไปหาผ้าที่ชาวบ้านตากไว้ แล้วเช็ดทิ้งร่องรอยคราบสกปรก บางทีก็จะหาโอ่งเก็บน้ำที่ชาวบ้านลืมปิดฝา เอาหน้าไปจุ่มแล้วทิ้งน้ำลายลงไป ใครคนไหนโชคร้ายกินน้ำที่มีน้ำลายกระสือไปก็จะกลายเป็นทายาทกระสือคนต่อไปทันที ระวังไว้นะ ใครชอบกินน้ำไม่ดูให้ดีๆ ระวังจะกลายเป็นกระสือ

ผีกระหัง
ว่ากันว่าผีกระหังมีลักษณะคล้ายผีกระสือ จะเรียกกระสือที่เป็นผู้ชายว่า กระหัง เพราะกระหังชอบกินของ คาวๆดิบๆ และพวกอุจจาระด้วย แต่รูปร่างจะไม่คล้ายกระสือตรงที่ว่า กระหังบินได้โดยใช้กระด้งติดกับแขน แล้วก็มีสากตำข้าวเป็นหาง มีกบ เขียด คางคก เป็นอาหารโปรด คนในอดีตบอกว่าคนที่เป็นกระหัง ก่อนจะเป็น จะเป็นคนที่ชอบเล่นไสยศาตร์ พวกอาคมแรงๆ แต่รับมือไม่ไหวของเข้าตัวจึงกลายเป็นกระหัง เห็นแบบนี้แล้วใครที่ชอบหากินกลางคืน กินพวกกบ พวกเขียด คุณอาจจะเป็นกระหังแบบไม่รู้ตัวก็ได้นะเอออ

ผีปอบ
ทุกคนจะรู้จักในบทบาทที่ผีปอบชอบกินของสดคาว ล้วงไส้ของคนมากินสดๆบ้าง กินไก่ดิบบ้าง แต่คนในอดีตบอกว่า ผีปอบเป็นแค่ความเชื่อ เชื่อว่าคนที่กินเท่าไหร่ก็ไม่เคยอิ่ม โดยเฉพาะชอบกินของดิบ บ้างก็บอกว่าเป็นพวกที่เล่นคุณไสย จนของเข้าตัว ทำให้ถูกผีสิง เรียกว่าปอบ แล้วผีจะกินตับไตไส้พุงจนตาย เรียกว่านอนไหลตาย บางตำรายังบอกอีกว่าเป็นผีที่เข้ามาสิงคนเพื่ออาศัย และแลกเปลี่ยน หมายถึงคนที่ชอบเล่นคุณไสย ให้ผีมาอาศัยร่างแล้วไปหักคอเป็ด คอไก่ แล้วกินเพื่อเซ่นไหว้ ฮืมมม ได้ยินแบบนี้แล้วก็ขนลุกเนาะ

ผีเปรต
ยกผีเปรตเป็นผีในตำนานเลย เพราะทุกคนจะได้ยินเรื่องราวมากมายของผีเปรต ซึ่งเปรตคนไทยมีความเชื่อว่า ใครที่ชอบทำร้ายพ่อแม่ ตายไปจะกลายเป็นเปรต เปรตจะหิวโหยตลอดเวลา ถ้าไม่มีใครอุทิศของให้ เปรตก็จะกินเนื้อ กินหนองของตัวเองแทน

ปากเปรตจะเท่ารูเข็ม ตัวสูงยาวเท่าต้นไม้ ผอมแห้ง มือเท่าใบตาล เปรตจะแปลว่าผู้ที่ตายไปแล้ว แล้วคนมักจะเปรียบเทียบเปรตกับคนที่ชอบขอคนอื่นกินด้วยความหิวโหย

จบไปแล้วกับ 5 ตำนานที่ชวนขนหัวลุก อาจจะไม่น่ากลัว แต่รู้ไหมว่า ตำนานพวกนี้มีแง่คิดสอนให้เราทำความดีทั้งนั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าความจริงเป็นอย่างไร สุดท้ายนี้ ผีไทยไม่ได้มีแค่นี้ คุณอาจจะเจอผีแบบอื่นก็ได้ ตอนนี้ เวลานี้ ใครจะไปรู้ ว่าคุณกำลังอยู่กับใคร…คนนั้น!
ขอบคุณที่มาจาก picnic.ly/2017/01/thai-ghost-stories

จัดอันดับ
สยองขวัญ
ประวัติศาสตร์
เมนูอาหาร
สุขภาพ

สรรพคุณของตะลิงปลิง

สรรพคุณของตะลิงปลิง

ตะลิงปลิงเป็นไม้ที่มีพื้นถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย และพบตามชายทะเลในประเทศบราซิล มีการปลูกในประเทศไทยมานานแล้ว พบได้ในทั่วไปตามสวนและตามบ้าน ออกผลตามกิ่งก้านและลำต้นเป็นพวงแน่นและสวยงาม จึงเป็นที่นิยมปลูกโดยทั่วไป ผลมีรสเปรี้ยวใช้ในการบริโภค ตะลิงปลิงอยู่ในตระกูลเดียวกับมะเฟือง มีลักษณะตรงกลางระหว่างมะเฟืองกับมะดัน เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เปราะหักง่าย เปลือกต้นมีสีชมพูผิวเรียบมีขนนุ่มปกคลุมตามกิ่ง ส่วนประกอบของใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ก้านใบหนึ่งประกอบไปด้วยใบย่อย 11-37 ใบ มีสีเขียวอ่อนและมีขนนุ่มๆปกคลุมอยู่

การปลูกตะลิงปลิงนั้นปลูกง่าย ชอบดินร่วนปนทรายระบายน้ำได้ดี และไม่ทนน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะมีทรงพุ่มสูงใหญ่และแข็งแกร่งกว่าต้นที่ได้จากการตอนกิ่ง แต่ต้องใช้เวลา 2-3 ปี ถึงจะมีดอกมีผล ขณะที่ต้นที่ได้จากการตอนกิ่งจะออกดอกผลหลังจากปลูกลงดินประมาณ 5-8 เดือน หลังจากปลูกได้นาน 3-4 เดือน ควรหมั่นตัดแต่งกิ่งให้เป็นพุ่ม และถ้าเราไม่ต้องการให้ต้นสูงมากก็ตัดส่วนยอดออก ให้ต้นตะลิงปลิงแตกกิ่งออกในบริเวณข้างๆ เพื่อให้เก็บผลได้ง่ายยิ่งขึ้น

ในการปลูกตะลิงปลิงเมื่อผ่านระยะเวลาที่จะให้ผลนั้น ตามบริเวณลำต้นจะมีการแตกตาโผล่ออกมา แล้วปลายจะเป็นช่อดอก เมื่อช่อดอกผุดออกจะกลายเป็นผล เป็นพวงห้อยระย้าสวยงาม การเก็บเกี่ยวก็มีหลายวิธีตามแต่ถนัด ในส่วนของดอกตะลิงปลิงนั้นจะมีความสวยงาม ออกดอกเป็นช่อหลายช่อตามลำต้นหรือกิ่ง ในแต่ละช่อจะมีความยาวไม่เกิน 6 นิ้ว ในหนึ่งดอกมีกลีบ 5 กลีบ สีแดงเข้ม กลีบเลี้ยง 5 กลีบเช่นกันสีเขียวอมชมพู และที่สำคัญเห็นสวยๆงามๆ อย่างนี้ยังมีสรรพคุณเป็นยาดีอีกด้วย ดอกของตะลิงปลิงนั้นเราจะนำมาชงเป็นยาสมุนไพร มีสรรพคุณแก้ไอ ละลายไขมันในเลือด ขับเสมหะ และยังช่วยในการขับเมือกมันในลำไส้ได้ดีอีกด้วย

ในส่วนของผลตะลิงปลิงนั้นจะเป็นผลกลมยาวปลายมน ผลยาวประมาณ 4-6 เซ็นติเมตร กว้างประมาณ 2 เซ็นติเมตร เป็นพูตามยาว ผิวเรียบมีสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีเหลือง เมื่อตัดตามขวางจะมี 5 แฉกเหมือนมะเฟืองแต่เป็นลักษณะแฉกมน ออกผลเป็นช่อห้อย ผลตะลิงปลิงมีรสเปรี้ยว ในส่วนสรรพคุณของผลนั้นช่วยในการเจริญอาหาร บำรุงกระเพาะอาหาร เป็นยาฝาดสมาน แก้เสมหะเหนียว ฟอกโลหิต เป็นยาบำรุงกำลัง แก้ปวดมดลูก แก้ไอ แก้โรคริดสีดวงทวาร ลักปิดลักเปิด ใช้กินเล่นเป็นผลไม้ก็ได้สำหรับผู้ที่ชอบรสเปรี้ยว ใช้ทำน้ำผลไม้ ทำไวน์ ทำแยม หรือว่าจะนำมาถนอมอาหารโดยการดอง เชื่อม แช่อิ่ม กวน นำไปประกอบอาหารที่มีรสเปรี้ยวเช่น ต้มส้ม แกงส้ม ยำ ที่นิยมคือนำมาทานเป็นผักเคียงอาหารอย่างแหนมเนือง หรือน้ำพริก

ผลมีรสเปรี้ยวจัดมีวิตามินซีสูงมาก นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง ไนอาซิน และโปแตสเซียมออกซาเลต รสเปรี้ยวของตะลิงปลิงใช้แทนมะนาวหรือมะขาม แต่รสชาติจะออกคล้ายมะดัน จะทานคู่กับน้ำปลาหวาน หรือกะปิหวานแทนมะม่วงก็อร่อยได้ประโยชน์ เป็นของทานเล่นที่ไม่อ้วน เนื่องจากผลมีรสเปรี้ยวจึงใช้แก้ไอขับเสมหะ บำรุงเลือด นอกจากนี้ยังใช้แก้ข้ออักเสบ แก้คางทูม ตะลิงปลิงนั้นจัดว่าเป็นผลไม้ที่มีวิตามินเอสูง แต่เหมือนทุกอย่างบนโลกนี้ที่ไม่ควรทานติดต่อกันจำนวนมากเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เลือดตกตะกอนได้

ในส่วนของใบสดนั้นเราสามารถนำมาตำคั้นน้ำทาพอกแก้อาการคัน ใช้ทำความสะอาดผ้าลินิน ใช้ล้างมือแทนสบู่ได้ดี ตะลิงปลิงเหมาะที่จะปลุกบริเวณบ้านเพราะปลูกง่าย สวยงาม ดอกมีกลิ่นหอม ในงานวิจัยประเทศสิงคโปร์พบว่าสารสกัดเอทานอลที่ได้จากน้ำใบตะลิงปลิงมีคุณสมบัติลดน้ำตาลในเลือดและไขมันในเลือด ดังนั้นการกินน้ำใบตะลิงปลิงก็น่าจะเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง ในประเทศฟิลิปปินส์มีการวิจัยสารสกัดจากใบตะลิงปลิงในเอทานอล 10% มาทาผื่นคัน ปรากฏว่าได้ผลดี ทำให้ผื่นคันหายดีเร็วกว่าการใช้ยาแก้คันถึงหนึ่งเท่าตัว


อาหาร, เมนูอาหาร, เมนูขนมหวาน, อันดับอาหาร, รีวิวอาหาร, รีวิวขนม, ร้านอาหารอร่อย ภัยอันตราย, ภัยยาเสพติด, ภัยจากสัตว์มีพิษ, ภัยธรรมชาติ, ภัยอาชญากรรม สุขภาพ, สุขภาพดี, อาหารสุขภาพ, สมุนไพร, ประโยชน์ของสมุนไพร วิทยาศาสตร์น่ารู้, จักรวาล, ความรู้วิทยาศาสตร์, นักวิทยาศาสตร์ ผี, เรื่องเล่าผี, สยองขวัญ, เรื่องสยองขวัญ, เรื่องผี, เรื่องน่ากลัว, ฆาตกรโหด, ฆาตกรต่อเนื่อง, อันดับผี อันดับสัตว์, สิบอันดับสัตว์, สารคดีสัตว์โลก, ชีวิตสัตว์โลก ประวัติศาสตร์, บทความประวัติศาสตร์, เรื่องราวในประวัติศาสตร์ จัดอันดับ, 10 อันดับ, สิบอันดับ, ที่สุดในโลก, 10 อันดับสัตว์, 10 อันดับผี, 10 อันดับฆาตกร, 10 อันดับอาหาร, 10 อันดับเรื่องสยองขวัญ จัดอันดับ, 10 อันดับ, เรื่องสยองขวัญ, เรื่องเล่าสยองขวัญ, ดูดวง, นิทาน, ภัยอันตราย, สมุนไพร, สุขภาพ

ร้อนนี้ดื่มน้ำผลไม้แบบใดดี

ร้อนนี้ดื่มน้ำผลไม้แบบใดดี
อากาศร้อนๆ ถ้าได้ดื่มน้ำผลไม้แช่เย็นสักแก้วหรือสักขวดก็จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็นแต่จะเลือกชนิดคั้นสด หรือชนิดใส่ขวดและกล่อง แบบไหนดีกว่ากัน

น้ำผลไม้แช่เย็นๆ ที่ดื่มปุ๊บแล้วสดชื่นปั๊บ ก็เพราะในน้ำผลไม้มีน้ำตาลฟรุคโตสที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็วทันทีกว่าผลไม้ที่หั่นเป็นชิ้นๆ แถมความเย็นก็จะไปช่วยคลายร้อนในร่างกายให้รู้สึกสดชื่นขึ้น อันเป็นการทำงานของความหวานบวกกับความเย็นและถ้าจะให้ดีควรเป็นชนิดคั้นสดหรือสกัดเย็น

น้ำผลไม้สกัดเย็น
ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นคำว่า “สกัดเย็น” ซึ่งเป็นกรรมวิธีการผลิตที่การันตีถึงของดีมีประโยชน์ โดยที่วิตามินต่างๆ ไม่ถูกทำลายไป คุณจึงเห็น
น้ำมันมะกอก น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว ผลิตด้วยวิธีสกัดเย็นเต็มท้องตลาด รวมทั้งน้ำผลไม้สกัดเย็น เพราะความร้อนไม่ไปทำลายวิตามินต่างๆ
แต่ในทางกลับกันความร้อนก็สามารถไปฆ่าเชื้อโรคทำให้อาหารสะอาดและเก็บได้นานขึ้น น้ำผลไม้สกัดเย็น คือน้ำผลไม้คั้นสดที่ไม่ผ่าน
ความร้อน จึงควรดื่มทันทีที่คั้นเสร็จ หรือไม่ก็แช่เย็นไว้ เพื่อไม่ให้เชื้อโรคเติบโตได้เร็ว ปัจจุบันเทรนด์การดื่ม น้ำผลไม้สกัดเย็นเพื่อสุขภาพ เช่น เสริมวิตามินซี ช่วยบู๊ตอัพร่างกาย ดีท็อกซ์ ขับสารพิษ กำลังมาแรง

ดังจะเห็นได้จากในซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ หรือทาง อินเทอร์เน็ต และไม่ใช่น้ำผลไม้ชนิดเดียวอย่างน้ำส้มคั้นที่มีขายทั่วไปตามริมถนน แต่จะมีน้ำหลากหลายขึ้น เพราะเชื่อว่าน้ำผลไม้ชนิดเดียวหวานเกินไปจึงผสมน้ำผักรวมไปด้วยเพื่อให้ได้วิตามินครบถ้วน เช่น น้ำแอปเปิ้ลเขียวผสมเซเลอรี น้ำต้นข้าวสาลีอ่อน ผสมน้ำแอปเปิ้ลเขียวและน้ำฝรั่ง เป็นต้น

น้ำผลไม้สดเหล่านี้มักจะใส่ขวดแก้วหรือพลาสติกใสเนื้อแข็งคุณภาพดีเพื่อไม่ให้กรดในน้ำผลไม้ไปทำปฏิกิริยากับพลาสติก และยังเพิ่มลูกเล่นด้วยการใส่ขวดสี่เหลี่ยม ขวดอ้วนกลมให้เหมือนกับยาเป็นต้น บางแบรนด์พิถีพิถันเรื่องอุปกรณ์การคั้น เพราะปัจจุบันมีหลากหลายแบบให้เลือก เครื่องที่ใหญ่เกินไปและคั้นได้จำนวนมาก ในขณะทำงานเครื่องจะเกิดความร้อนและทำให้น้ำผลไม้สูญเสียวิตามินได้ ดังนั้นบางแบรนด์จึงเลือกเครื่องคั้นหรือสกัดน้ำผลไม้ซึ่งมีส่วนที่เป็นตัวคั้น (ที่ต้องใช้ไฟฟ้า) ไม่ใหญ่เกินไป และยังแยกใช้เครื่องที่สกัดพืชหัว เช่น แครอต บีตรูต กับผลไม้อย่างส้มที่มีน้ำมาก คนละเครื่อง และมีเทคนิควิธีคั้นเพื่อเพิ่มเนื้อบีตรูต หรือแครอตลงไปด้วยนิดหน่อย เพื่อช่วยเพิ่มกากใย
ให้ร่างกายเป็นต้น

น้ำผลไม้ เหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นระดับพรีเมียมราคาสูง ไม่มีขายทั่วไปให้เห็นแต่จะขายเฉพาะในซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ หรือร้านอาหาร ร้านกาแฟ
ในย่านหรู และขายทางอินเทอร์เน็ตตามออเดอร์ ราคาขั้นต่ำประมาณขวดละ 100 บาท จึงไม่ใช่น้ำผลไม้ภาพลักษณ์เดิมๆ อย่างที่เคยเห็น ส่วนคุณภาพก็ตามราคาและพอมั่นใจได้ว่าจะเก็บแช่เย็นไว้อย่างดี

น้ำผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์มีจริงไหม
นอกจาก น้ำผลไม้สกัดเย็น แล้ว น้ำผลไม้พร้อมดื่มที่คุณคุ้นเคยซึ่งวางขายอยู่ในร้านสะดวกซื้อ ทั้งชนิดขวดและชนิดกล่อง ทั้งผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศยี่ห้อแตกต่างกันไป จะมีฉลากที่เขียนกำกับไว้ ซึ่งบางคนอ่านแล้วจะงงๆ เช่น “น้ำผลไม้ 100%” (100% Juice) หมายถึงทำจากผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งล้วนๆ ไม่มีผลไม้อย่างอื่นปะปน “น้ำผลไม้ 100% จากน้ำผลไม้เข้มข้น” (100% Juice from Concentrate) หมายถึงทำจากน้ำผลไม้เข้มข้นมาเจือจางด้วยน้ำตามอัตราส่วน เพื่อให้มีคุณภาพเหมือนกับน้ำผลไม้ 100%

ส่วนน้ำผลไม้ที่ไม่ได้มาจากผลไม้ล้วนๆ ในฉลากต้องบอกตัวเลขกำกับด้วยว่าทำจากผลไม้กี่เปอร์เซ็นต์ เช่น น้ำส้ม 40% อีก 60% อาจเป็นน้ำแต่งสีแต่งกลิ่น ให้เหมือนน้ำส้มจริงๆ หรือมีส่วนผสมอื่น เช่น วุ้นน้ำมะพร้าว เกล็ดส้ม ซึ่งกฎหมายกำหนดว่าต้องระบุให้ชัดเจน แต่อย่างไรก็ต้องมีส่วนผสมที่เป็นผลไม้ไม่ต่ำกว่า 20% จึงจะใช้คำว่า “น้ำผลไม้” ได้จากข้อกำหนดเหล่านี้จึงไม่ได้หมายความว่าไม่มีส่วนผสมอื่นๆ นอกจากน้ำผลไม้ เพราะฉะนั้นน้ำผลไม้จึงสามารถใส่สี กลิ่น รส เติมให้ถูกใจผู้บริโภคได้ แต่ต้องมีการระบุไว้ในฉลากให้ชัดเจน ถ้าคุณอ่านดีๆ จะเห็นว่าเขียนเป็นเปอร์เซ็นต์ (แต่ตัวเล็กมาก) บางแบรนด์ใช้คำว่า ไม่เติมน้ำตาล (No Sugar Added) แปลว่าไม่มีการเติมน้ำตาลลงไป เพื่อปรุงรสให้หวานกว่าธรรมชาติของผลไม้นั้น

น้ำผลไม้ต่างประเทศที่ระบุว่า “ทำจากน้ำผลไม้ 100%” (Made with 100% Juice) ก็คือมีน้ำผลไม้ 100% เป็นส่วนผสม อาจเป็นน้ำผลไม้หลายชนิดผสมกัน หรือเป็นน้ำผลไม้ 100% ผสมกับส่วนผสมอื่นๆ ก็ได้ ส่วนน้ำผลไม้ที่ใส่ขวดหรือกล่องแบบใด จะดีกว่านั้นขึ้นอยู่กับระบบการฆ่าเชื้อโรค โดยทั่วไป ต้องฆ่าเชื้อด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก่อน จึงเก็บได้นานเป็นน้ำผลไม้พร้อมดื่มโดยไม่ต้องใส่ตู้เย็น เช่น ถ้าเป็นการพาสเจอไรซ์โดยให้ความร้อนด้วยอุณหภูมิ ที่ไม่สูงนัก พอๆ กับการต้มเดือด แล้วจึงนำน้ำผลไม้ ไปใส่ขวด/กล่อง วิธีนี้ไม่ได้ฆ่าเชื้อโรคทั้งหมดจึงเก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 2-3 สัปดาห์ แต่ถ้าไว้นอกตู้เย็นก็จะเสียเร็วขึ้น ถ้าเป็นระบบสเตอริไรซ์จะบรรจุน้ำผลไม้ในขวด/กล่องหรือกระป๋องแล้วให้ความร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียสและทำให้เย็นทันที ส่วนกระบวนการ ยูเอชที คือให้ความร้อนน้ำผลไม้ที่อุณหภูมิสูงกว่า 121 องศาเซลเซียสอย่างน้อย 0.1 วินาทีแล้วทำให้เย็นทันที ก่อนที่จะบรรจุลงในกล่องยูเอชทีที่ปลอดเชื้อ
ด้วยความร้อนที่สูงมากเช่นนี้ เชื้อโรคจึงตายหมด ไม่จำเป็นต้องเติมสารกันบูด น้ำผลไม้เหล่านี้จึงเขียนบนฉลากว่า “ไม่ใช้วัตถุกันเสีย” (No Preservatives) ทำให้คนซื้อที่ไม่อ่านละเอียดเข้าใจสับสนว่าน่าจะเป็นน้ำผลไม้บริสุทธิ์ (ที่มีวิตามินด้วย) และแน่นอนว่าความร้อนสูงขนาดนี้ย่อมทำลายวิตามินต่างๆ ไปโดยปริยาย น้ำผลไม้เหล่านี้จึงต้องเติมวิตามินต่างๆ กลับเข้าไปเพื่อให้นน้ำผลไม้กลับมามีวิตามินและคุณค่าทางอาหารอีกครั้ง ซึ่งจะเติมมากเติมน้อยเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือเท่ากับน้ำผลไม้คั้นสดหรือไม่ คุณก็ต้องอ่านฉลากให้ละเอียด

เรื่องของน้ำผลไม้ถ้าจะดื่มให้คลายร้อน มี วิตามิน และคุณค่าอาหารเต็มเปี่ยมก็ดูจะยุ่งยากใช้ได้อยู่ คล้ายจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ไม่ง่าย หน้าร้อนนี้ ก่อนหยิบน้ำผลไม้พร้อมดื่มรสที่คุณชอบก็ควรอ่านฉลากให้ละเอียด ถ้ากลัวยุ่งยากและไม่ซีเรียสก็ดื่มสลับๆ กันไปทั้งชนิดพร้อมดื่มและคั้นสด เพราะถ้ามัวแต่คิดไปคิดมาอาจทำให้ ความร้อน ในร่างกายเพิ่มขึ้น น้ำผลไม้เลยไม่ได้ช่วยให้คลายร้อนกันพอดี

อาการของมะเร็งที่คนคิดไม่ถึง

อาการของมะเร็งที่คนคิดไม่ถึง
ที่มา นิตยสารชีวจิต คอลัมน์ประสบการณ์จากวิชาชีพ โดย ใบเหมียง
การทำสงครามถ้าจะให้ชนะอีกฝ่ายหนึ่ง คู่ต่อสู้จะต้องใช้กลวิธีโจมตีชนิดที่ไม่ให้ข้าศึกได้ทันรู้ตัว และต้องโจมตีฐานที่มั่นที่สำคัญให้ได้จึงจะชนะเด็ดขาด


เรื่องการต่อสู้กับมะเร็งขณะนี้ก็เหมือนกัน คล้ายๆ กับการทำสงคราม มะเร็งคือตัวข้าศึก เวลานี้ที่ทั้งหมอและคนไข้ต่อสู้กับมะเร็งแล้วไม่ค่อยชนะ ก็เพราะว่าไปสู้ในขณะที่มะเร็งโจมตีถึงฐานสำคัญของชีวิต เช่น โจมตีถึงระบบสมอง ก็ทำให้คนเจ็บหัว คิดไม่ออก ปากเบี้ยว พูดไม่ได้ กินไม่ได้ โจมตีถึงระบบกระดูก ก็ทำให้คนเดินไม่ได้ เพราะเจ็บหลัง เจ็บขา โจมตีถึงระบบทางเดินหายใจ ก็ทำให้คนหายใจไม่ออก ขาดอากาศ ตาย เป็นต้น

ส่วนในเวลาที่มะเร็งยังโจมตีมาไม่ถึง เราก็ไม่ได้ไปสู้ เหตุที่ไม่สู้ก็เพราะไม่รู้และไหวตัวไม่ทันว่านั่นคืออาการของมะเร็ง คนคิดไปไม่ถึงว่ามะเร็งจะมีเล่ห์เหลี่ยมที่แยบยลยิ่งกว่ากองโจร หลายคนคงเคยเห็นโฆษณาของแผนกมะเร็ง หรือแผนกสุขศึกษาตามโรงพยาบาลต่างๆ ที่แจกเป็นแผ่นพับ และที่เขียนไว้ตามบอร์ดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนเรื่องมะเร็งว่าอาการและอาการแสดงของมะเร็งเป็นดังนี้

มะเร็งปอด จะไอเรื้อรัง หรือไอเป็นเลือด มีอาการหอบเหนื่อย
มะเร็งลำไส้และทวารหนัก ถ่ายปนเลือด มีการเปลี่ยนแปลงของการขับถ่าย เช่น ท้องผูก ท้องเสีย
มะเร็งตับ มีอาการแน่น อึดอัดท้อง
มะเร็งเต้านม มีก้อนที่เต้านม หรือมีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลออกจากหัวนม เป็นต้น

อยากจะบอกว่า อาการที่แสดงออกลักษณะอย่างนี้ ไอเป็นเลือด ถ่ายปนเลือด แน่นอึดอัดท้อง มีน้ำเหลืองไหลออกจากหัวนม คืออาการของมะเร็งเต็มขั้นแล้ว หรือเกือบระยะสุดท้ายแล้วทั้งนั้น ซึ่งตัวอย่างก็คงไม่ต้องยกมาให้ดูกันอีกแล้ว เพราะตรงไปตรงมา ถ้าใครมีอาการอย่างนี้มาโรงพยาบาล ส่วนใหญ่หมอก็วินิจฉัยไม่ยากนัก แต่ที่ยากและสร้างความเวียนหัวอยู่ คืออาการที่ไม่ตรงไปตรงมา และมีอาการเพียงเล็กๆ น้อยๆ และยิ่งกว่านั้นยังแสดงออกมาภายนอกอย่างคลุมเครืออีกต่างหาก

อาการเหล่านี้ล่ะที่คนคิดไม่ถึงว่ามันคืออาการอย่างหนึ่งของมะเร็ง แต่ความจริงในทางทฤษฎีนั้น ผู้รักษาก็รู้แบะจำได้ขึ้นใจกันทุกคนว่านี่คืออาการของมะเร็ง แต่ในภาคสนามกลับลังเลและสับสน เครื่องมือก็จับไม่ค่อยได้ เพราะไม่ไวพอ และอายุการใช้งานก็เกือบปลดเกษียณแล้ว งานนี้อย่าไปโทษใครเลยให้ศึกษาไว้เป็นบทเรียนก็แล้วกัน เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการสังเกตตัวเอง และเพื่อเปลี่ยนกลยุทธ์ในการต่อสู้กับมะเร็งกันเสียใหม่

ต่อไปนี้คือตัวอย่างจริงของอาการมะเร็งบางอย่างที่คนทั่วไปไม่ค่อยคิดถึงกัน ตัวอย่างที่ได้มาส่วนใหญ่เป็นคนไข้ที่คลินิกและคนไข้มะเร็งที่มาปรึกษาเป็นการส่วนตัว ซึ่งมีจำนวนมาก แต่จะขอยกตัวอย่างที่สำคัญๆ มาเท่านั้น

รายที่ 1 มาด้วยอาการปวดหลัง แต่เป็นมะเร็งปอดขั้นสุดท้าย
เป็นชายวัย 49 ปี อาชีพรับราชการ มาที่ห้องฉุกเฉินด้วยอาการปวดหลังมากสองอาทิตย์ โดยความปวดมีความรุนแรงเป็นลำดับดังนี้ เมื่อห้าเดือนก่อนมาโรงพยาบาลเริ่มปวดหลังที่ด้านซ้าย ร้าวไปทั่วเอว อาการเป็นไม่มาก ก็ไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หมอบอกเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ ก็ได้ยาไปกิน แต่อาการปวดก็ยังไม่ดีขึ้น เวลาสามเดือนผ่านไป ทีนี้ปวดลุกลามไปทั้งสองข้าง ถ้ายืนนานๆ จะปวดมากขึ้น เวลาเดินต้องพยุง ช่วงนี้รู้สึกเบื่ออาหาร น้ำหนักลดไป 10 กิโลกรัมต่อเดือน ก็ไปนอนโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งอยู่สองอาทิตย์ อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ทางโรงพยาบาลจึงส่งมาที่คลินิก ด้วยเหตุผลว่าไม่มีเครื่องเอ็กซ์เรย์ จึงไม่สามารถรักษาได้มากกว่านี้แล้ว

มาถึงโรงพยาบาลก็ไปอยู่ตึกกระดูกและข้อ ผลเอ็กซ์เรย์พบว่าบางส่วนของกระดูกสันหลังบริเวณทรวงอกหายไปและกระดูกซี่โครงก็หายไป 2 ซี่ ส่วนเอ็กซ์เรย์ปอดก็มีเนื้องอกอยู่ พอเอาชิ้นเนื้อนี้ไปตรวจก็พบว่าเป็นมะเร็ง นอกจากนี้ที่ตับก็มีเนื้องอกอีกด้วย หมอวินิจฉัยว่าคนไข้รายนี้เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เพราะกระจายไปกระดูก ไปตับแล้ว ฉันเจอคนไข้บนเปลนอน นอนอยู่นิ่งๆ แทบไม่ขยับเลย ได้แต่พูดกับยกมือดูดน้ำหวานเท่านั้น คนไข้บอกว่า "ไม่ได้เหนื่อยอะไร มีแต่ปวดหลังมากเท่านั้น"

รายที่ 2 พบเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายจากอุบัติเหตุขาหัก
เป็นชายวัย 58 ปี อาชีพค้าขาย มาที่แผนกฉุกเฉินเช่นกัน ด้วยประวัติว่าเพียงแค่เอาขาซ้ายไปยันรถมอเตอร์ไซค์เท่านั้น ขาก็ดังกร๊อบ จึงรู้ว่าขาหัก ไปรักษากับหมอบ้านอยู่หนึ่งเดือน โดยเข้าเฝือกและนวด แต่ก็ยังยืนไม่ได้ บวมและปวดมากขึ้นจึงมาโรงพยาบาล หมอได้ผ่าตัดต่อกระดูก และเอาชิ้นเนื้อไปพิสูจน์ก็พบว่าเป็นมะเร็งที่กระจายมาจากที่อื่น จึงไปเอ็กซ์เรย์ปอด และคีบชิ้นเนื้อมาตรวจ ก็พบแหล่งจากปอดนี่เอง หมอก็สรุปการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดขั้นสุดท้าย เพราะกระจายไปกระดูกแล้ว

รายที่ 3 รู้ว่าเป็นมะเร็งปอดก็เพราะจะผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูก
เป็นหญิงวัย 38 ปี อาชีพนับเงินของบริษัทตัวเอง เธอเล่าให้ฟังว่า "พี่ไม่ได้มีอาการทางปอดเลยนะ พี่ยังออกกำลังกายได้ แต่ที่รู้เพราะว่าพี่จะมาผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูกซึ่งเป็นมาตั้งแต่ตอนตั้งท้อง ตอนนี้ลูกพี่คลอดแล้วได้ 8 เดือน ก็เลยว่าจะมาผ่าให้เสร็จๆ ไป แต่พอจะผ่า พี่ก็ต้องไปเอ็กซเรย์ปอดก่อน หมอบอกว่ามีเนื้องอกอยู่ พอคีบชิ้นเนื้อมาดูก็เป็นเนื้อไม่ดี หมอจึงงดผ่าทางโน้น แล้วให้มารักษาทางปอดก่อน"

รายนี้ปรากฏว่าเมื่อไปเอ็กซเรย์กระดูกก็พบว่ากระจายไปกระดูกไหล่ กระดูกไหปลาร้า กระดูกหน้าอกแล้ว สรุปคือ เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายอีกเช่นกัน และสิ่งที่น่าสนใจในรายนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เคยมีประวัติมาโรงพยาบาลด้วยอาการไอมากเมื่อสองปีที่ผ่านมา แต่รักษาเพียงแค่ได้ยาแก้ไอ ยาแก้ปวด อาการก็หายไป และเมื่อสองเดือนก่อนจะรู้ว่าเป็นมะเร็งปอดก็เคยมาที่แผนกฉุกเฉินด้วยอาการเจ็บหน้าอกข้างขวา โดยก่อนหน้านี้สามวันมีอาการปวดไหล่ซ้ายมาก่อน ปวดเวลาเอี้ยวตัว พออาการปวดไหล่ซ้ายหายไปก็มาปวดหน้าอกขวาแทน ปวดจี๊ดจนทนไม่ไหว

คนไข้เล่าว่า "นึกจะปวดก็ปวด ถ้าเวลาไม่ปวด แม้ไปกดไปทำอะไร มันก็ไม่ปวด ก็ได้ยามาทาน อาการก็หายไป จนถึงตอนนี้ อาการปวดไหล่ ปวดหน้าอก ไม่มีเลย"

รายที่ 4 มะเร็งหลังโพรงจมูกระยะสุดท้าย มาด้วยต่อมน้ำเหลืองที่คอโต
ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตสามารถบ่งบอกถึงโรคได้เป็นสิบโรค ตั้งแต่โรคธรรมดาๆ จนถึงโรคร้าย มีสิทธิ์เป็นได้ทั้งนั้น ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ วัณโรค เอดส์ มะเร็งปอด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งโพรงจมูก ดังกรณีรายนี้

เป็นชายวัย 47 ปี อาชีพนักธุรกิจโรงแรมและเล่นหุ้น เล่าให้ฟังว่า ตอนแรกไปหาหมอที่คลินิกเพราะว่ามีก้อนที่คอด้านซ้ายโต มันมีหนึ่งเม็ดก่อน หมอก็ให้ยาฆ่าเชื้อมากิน หมอบอกผมว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบ กินอยู่สองเดือน ก้อนก็ยังไม่ยุบ หมอก็ให้ยาขนานเดิมมาอีก ก็ยังยืนยันกับผมว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบนั่นแหละ ผมก็กินยาต่ออีกสองเดือน ยิ่งกินยิ่งมีก้อนโผล่ออกมาอีกเม็ดหนึ่ง แต่อยู่ต่ำลงมา ผมชักไม่แน่ใจแล้วสิทีนี้ ก็เลยเปลี่ยนหมอไปที่โรงพยาบาล หมอคนนี้จับผมส่องกล้องคีบชิ้นเนื้อมาดู ทีเดียวแค่นั้นก็รู้เลยว่าเป็นมะเร็งหลังโพรงจมูก และเป็นขั้นสุดท้ายด้วย

"แกไม่ซักประวัติอะไรผมมากมาย และผมก็ไม่มีอาการอะไรที่มันเกี่ยวข้องกับมะเร็งชนิดนี้ด้วย ไม่ว่าหูอื้แ หน้าชา ตาเข เลือดกำเดาออก ผมไม่มี จะมีก็คัดจมูกนิดๆ หน่อยๆ ผมว่าก็เป็นเรื่องธรรมดา"

คนไข้คิดว่าคัดจมูกเป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่ตอนนี้ไม่ธรรมดาซะแล้ว มันกลายเป็นมะเร็งไปเรียบร้อยแล้ว

รายที่ 5 แค่ไอแห้งๆ ก็เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายได้
ปัญหาเรื่องไอก็เป็นอีกอาการหนึ่งที่ผู้รักษาวินิจฉัยยากว่าเป็นโรคอะไรกันแน่ บางครั้งแค่รักษาตามอาการ ให้ยาแก้ไอ อาการก็หายดี แต่บางครั้งรักษากันจนเกือบครบโรคของระบบทางเดินหายใจและระบบทางหู คอ จมูกแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร ตั้งแต่หวัด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดบวม วัณโรค ถุงลมโป่งพอง และสุดท้ายไปจบที่มะเร็งปอด ซึ่งบางรายก็ใช้เวลาหลายปี ส่วนบางรายก็โชคดีเจอเร็วหน่อย ดังกรณีรายนี้

เป็นแม่บ้านวัย 39 ปี ไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนด้วยอาการไอแห้งๆ มา 4 เดือน มีไข้หวัดร่วมด้วย รักษาแล้วอาการไอแห้งๆ ก็ยังมีอยู่ ไม่หายขาด ก็ไปอีกรอบหนึ่ง หลังจากรักษาอยู่ 2 เดือน ด้วยอาการเดิม ได้ยามากินอีก อาการก็ยังมีอยู่ ทีนี้จึงเปลี่ยนโรงพยาบาล คนไข้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นปอดบวม ก็ได้ยาฆ่าเชื้อ อาการดีขึ้นแต่ก็ยังไม่หายขาด และผลเอกซเรย์ยังคงผิดปกติอยู่ หมอจึงส่องกล้องคีบชิ้นเนื้อมาดู ผลเป็นมะเร็งปอด และไปเอกซเรย์กระดูกก็ปรากฏว่ากระจายไปกระดูกหลายชิ้นแล้ว หมอจึงสรุปว่าเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย

รายที่ 6 มะเร็งต่อมน้ำเหลืองขั้นสุดท้าย แต่มาด้วยอาการแน่นหน้าอก
เป็นนักศึกษาหญิง ปวส.ปีสุดท้าย เธอเล่าให้ฟังว่า "ความจริงตอนแรกที่มีอาการเป็นตั้งแต่เรียนอยู่ปี 1 มันเจ็บแปล๊บๆ น่ะ ไม่ใช่แน่นหน้าอก หนูคิดว่าเป็นโรคหัวใจก็ไปตรวจ แต่ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ อาการก็หายไปเอง พออยู่ๆ ก็มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เพิ่งเป็นปีนี้นี่เอง พี่ดูสิ มาเป็นเอาปีสุดท้ายเสียด้วย ตอนนี้หนูก็กำลังสอบ หนังสือก็ทิ้งไปเลย ไม่ได้เรียนแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจะต้องมาเป็นกับหนูด้วย"

รายนี้ได้เจาะไขกระดูก และในที่สุดหมอสรุปว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้าย

รายที่ 7 แค่คลำได้ก้อนที่หน้าท้องก็เป็นมะเร็งรังไข่ระยะที่สามแล้ว
เป็นนักเรียนหญิง อายุ 14 ปี เธอเล่าให้ฟังว่า "หนูรู้สึกแน่นๆ ท้องมาเดือนหนึ่งแล้ว แต่ตอนนั้นไม่ได้มีก้อนอะไร เพิ่งมาคลำได้ก้อนเมื่อห้าวันก่อนมาโรงพยาบาลนี่เอง และหนูรู้สึกว่าแน่นท้องมากขึ้นในอาทิตย์นี้ ก็ไปหาหมอ หมอก็ผ่าตัดเลยและบอกว่ามันเป็นเนื้อร้าย"

รายนี้ตอนที่ผ่าตัดก็พบว่าเนื้องอกลุกลามไปตามเยื่อหุ้มหลายแห่งแล้ว และมีน้ำในเยื่อบุช่องท้องด้วย ส่วนประวัติอื่นๆ เช่น การมีประจำเดือน ก็มาตามปกติ ไม่ได้ปวดอย่างผิดปกติใดๆ เดี๋ยวนี้นักเรียนหญิงชั้นมัธยมพบมะเร็งรังไข่กันมากขึ้น และส่วนใหญ่อาการที่มาโรงพยาบาลมักเป็นระยะที่สามแล้วเกือบทั้งนั้น ส่วนระยะที่สี่ก็มีคือลุกลามไปปอดแล้ว

รายที่ 8 ทั้งปวดหัวทั้งไอ กลายเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย
เป็นชายวัย 47 ปี รับราชการครู มาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดหัวและไอ อาการที่ปวดหัวนั้นเริ่มจากที่ท้ายทอย แล้วร้าวมาที่ขมับทั้งสองข้าง ปวดตื้อๆ ตลอดเวลา มีไอร่วมด้วย บางครั้งมีเลือดปน ไปหาหมอก็บอกว่าหลอดเลือดที่หลอดลมแตก ส่วนเอกซเรย์ปอดปกติ ได้แต่ยามากิน อาการก็ไม่ดีขึ้น

หนึ่งเดือนผ่านไป ปวดหัวมีมากขึ้น เริ่มมีอาการตึงๆ ที่คอ กินไม่ค่อยได้ รู้สึกกลืนลำบาก และเริ่มมองเห็นภาพไม่ค่อยชัด ตาพร่าๆ ส่วนอาการไอดสมหะปนเลือดยังมีอยู่ จึงไปโรงพยาบาลอีกครั้ง หมอก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไร ได้แต่เอกซเรย์ปอดสองครั้ง ก็บอกว่าปกติ ได้ยามากินอีกเช่นเคย อาการก็ยังไม่ดีขึ้น

หนึ่งเดือนครึ่งผ่านไป อาการไอเสมหะปนเลือดมีมากขึ้นอีก ไอทุกวัน และเริ่มคลำได้ก้อนที่คอด้ายซ้าย ก้อนแข็งๆ เจ็บเล็กน้อย อีกสิบวันครบสองเดือน คนไข้มีอาเจียนตอนเช้า อาการอื่นคงเดิม เป็นอย่างนี้อยู่สี่วันจึงไปโรงพยาบาลอีกครั้ง แต่เปลี่ยนโรงพยาบาล ก็ทำการตรวจทุกอย่างเอกซเรย์ปอดก็พบผิดปกติ ต่อมน้ำเหลืองที่คอก็จิ้มชิ้นเนื้อไปตรวจ พบเป็นมะเร็ง ส่งเสมหะไปตรวจย้อมดูเซลล์ ก็พบเป็นมะเร็ง เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ก็พบเนื้องอก หมอจึงสรุปการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย

รายที่ 9 เค้นๆ หน้าอก ในที่สุดก็พบมะเร็งหลอดอาหาร
เป็นพระภิกษุวัย 56 ปี บวชมาได้หนึ่งพรรษา ก่อนหน้านี้เป็นพนักงานขับรถเมล์ระหว่างจังหวัด ทั้งสูบบุหรี่ ทั้งดื่มเหล้า ท่านเล่าให้ฟังว่า "ที่มาโรงพยาบาลในครั้งนี้เพราะกลืนข้าวต้มไม่ลง ส่วนก่อนหน้านี้อาการช่วงแรกเป็น มันรู้สึกเค้นๆ หน้าอกเวลากินข้าว (เค้นๆ หรือที่คนใต้บอกว่าแค้นๆ คืออาการเดียวกัน เป็นอาการที่เวลากินอาหารแล้วรู้สึกกลืนไม่ค่อยลง จะกระจุกอยู่ที่หน้าอก เหมือนกับเวลาที่กินหัวเผือกหัวมันในอัตราที่เร็วเกินไป ก็รู้สึกอาหารผ่านไปได้ลำบาก ต้องดื่มน้ำตาม แล้วยืดคอให้ยาวๆ ถึงจะกลืนได้ลง) หลังจากนั้นพอกินข้าวสวยก็เริ่มติด ต่อมากินข้าวต้มก็ติดอีก กลืนไม่ลง ก็นึกในใจว่าสงสัยอาการไม่ดีแล้วสิท่า จึงมาโรงพยาบาล หมอก็ให้กลืนแป้งกับส่องกล้องเข้าไปดูในหลอดอาหาร ก็บอกว่ามีเนื้องอกเต็มไปหมดแล้ว หมอนัดจะผ่าวันพุธหน้า" ผลจากชิ้นเนื้อก็เป็นมะเร็งหลอดอาหาร และท่านก็ตัดสินใจกลับวัด ไม่ยอมให้ผ่าตัด

นี่เป็นตัวอย่างพอสังเขปที่ยกมาให้ศึกษากัน ต่างเพศ ต่างวัย ต่างอาชีพ อาการที่พบเหล่านี้ยังคงมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ และมากขึ้นทุกวัน จากตัวอย่างจะเห็นว่าเป็นการยากมากที่จะพบอาการเริ่มแรกของมะเร็งด้วยตาเปล่าหรือเอามือคลำ ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะจุดเริ่มต้นยังอยู่ที่ระดับเซลล์ ต้องคีบชิ้นเนื้อข้างในมาดูกับกล้องขยายจึงจะเห็น ในทางปฏิบัติแล้วทำไม่ค่อยได้ จะได้เฉพาะมะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งเต้านมเท่านั้น เพราะใช้เครื่องมือง่ายๆ ได้ และเป็นอวัยวะที่ตรวจจากภายนอกได้สะดวก

อย่างไรก็ตาม อยากจะสรุปบทเรียนจากกรณีตัวอย่างนี้ว่า ยิ่งมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือและประสบการณ์ของผู้รักษามากเท่าใด เรายิ่งจำเป็นต้องเคร่งครัดในการดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้นเท่านั้น จะผัดวันประกันพรุ่ง หรือมีข้ออ้างโน่นอ้างนี่คงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ถ้าอยากจะชนะมะเร็งก็ต้องใช้วิธีของมะเร็งคือโจมตีเสียก่อน ก่อนที่มะเร็งจะไหวตัวทันและสร้างป้อมปราการทุกด่านให้แน่นหนา อย่าให้มะเร็งเจาะทะลุเข้ามาได้ด้วยการสร้างภูมิชีวิตให้เข้มแข็ง การปล่อยให้มีอาการแล้วจึงไปรักษานั้น ไม่ว่าอาการมากหรืออาการน้อยก็ตาม เป็นความประมาทและไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง และที่สำคัญคือไว้ใจไม่ได้เลยสำหรับมะเร็ง ต่อไปนี้เราจะใช้กลยุทธเดิมๆ ที่รอให้พิสูจน์ว่าเป็นมะเร็งแน่ชัดแล้วจึงลุกขึ้นต่อสู้นั้น กลยุทธ์นี้คงไม่ทันกาลแล้ว และหวังว่าอาการของมะเร็งที่คิดไม่ถึงนี้ คงไม่ทำให้เกิดความกังวลจนหวาดระแวงเกินไปนักนะคะ

ทานอาหารล้างพิษ ทำไมท่อน้ำดีจึงอุดตัน สมุนไพรต้นเหงือกปลาหมอ โรคกระดูกพรุนป้องกันได้

เล่าเรื่องสยองขวัญ แดนพิศวง

เล่าเรื่องสยองขวัญ แดนพิศวง

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2530 ซึ่งตอนนั้นผมเป็นทหารตระเวนชายแดน ตอนนั้นกองทหารของผมได้เข้าไปทำภารกิจบางอย่างในป่าแล้วหลงเข้าไปในป่าลึก หาทางออกมาไม่ได้ ติดอยู่ในป่าหลายวันด้วยกัน เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อตอนเย็นของวันที่สามที่กองทหารของผมหลงอยู่ในป่าในขณะที่พวกเราทุกคนกำลังทำเปลนอนในป่า ได้ทำเลที่ดีเหมือนกันครับ อยู่ใกล้กับธารน้ำเล็กๆ ในขณะนั่นผมเกิดปวดท้องเบาขึ้นมาก็เลยเดินไปหาที่ทำธุระส่วนตัว ออกห่างไกลมาจากกองทหารมาประมาสัก 100 เมตร ระหว่างที่ผมกำลังทำธุระส่วนตัวอยู่นั้น หูของผมก็บังเอิญเกิดได้ยินเสียงแปลกๆ บนต้นไม้ เสียงนั้นฟังเหมือนกับกำลังมีคนคุยกันอยู่บนต้นไม้ เป็นเสียงผู้หญิงกับเสียงผู้ชาย ในครั้งแรกที่ได้ยินนั้นผมคิดว่ามันต้องเป็นเสียงของขเาศึกแน่ๆ ผมจึงชักมีดพกออกมาแล้วนั่งซุ่มอยู่ใต้ต้นไม้และแอบฟัง แต่พอพยายามจับใจความฟัง ก็ไม่รู้ว่าพวกมันคุยอะไรกันอยู่ เป็นภาษาที่ไม่คุ้นเลย แต่ก็มีเสียงผู้หญิงอยู่ด้วย ในใจก็พลางคิดว่าถ้าเป็นผู้หญิงก็ไม่น่าจะใช่ข้าศึก เสียงของคนสองคนที่คุยกันนั้น ถึงแม้จะเบา แต่ก็พอฟังออก แต่มันจับใจความไม่ได้ว่าเป็นภาษาอะไรกันแน่ ฟังดูเหมือนกับเป็นบทสวดมนต์ของอะไรสักอย่างมากกว่า

ในระหว่างที่แอบฟังอยู่นั้น จู่ๆ ผมก็โดนทากกัดเข้าที่คอ ผมก็เลยสะดุ้ง หันไปเหยียบกิ่งไม้เสียงดัง แกร๊ก แล้วเสียงบนต้นไม้นั้นก็ค่อยๆ เงียบลง ครู่เดียวเท่านั้นก็มีเศษไม้หล่นลงมาที่พื้น ผมจึงรีบชักปืนพกออกมา แล้วหันกระบอกปืนยิงใส่ห้านัดด้วยกัน ในขณะที่ผมยิงปืนออกไปนั้น ผมได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องออกมา แล้วก็เสียงกรีดร้องนั้นดังกว่าเสียงปืนของผมอีกนะครับ สิ่งที่ผมเห็นตอนนั้นก็คือ ผมเห็นขาของผู้หญิงค่อยๆ กลายเป็นขาของค้างคาว

ชั่วอึดใจนั้นทหารทั้งกองร้อยที่ได้ยินเสียงปืนของผม ก็กรูวิ่งเข้ามาตรงจุดที่ผมยืนอยู่ ทหารหลายนายสาดไฟฉายไปที่ต้นไม้ต้นนั้นเห็นเป็นค้างคาวตัวใหญ่ประมาณสัก 3 เมตรได้ บินออกไปจากต้นไม้ต้นนั้น แต่ก็เห็นกันไม่ชัดนักนะครับ แต่กะขนาดคร่าวๆ ก็ประมาณนั้นได้ บินออกไปทั้งหมดสองตัว ทหารหลายนายเดินเข้าไปสำรวจใต้ต้นไม้นั้น เห็นเลือดครับ เลือดที่ผมยิงโดน เป็นสีดำๆ กลิ่นเหม็นสาบมาก หยดไหลตามต้นไม้ต้นนั้นลงมา คนที่เห็นก็รู้สึกตกใจกับเหตุการณ์นี้ จู่ๆ ก็มีนายทหารคนหนึ่งพูดออกมาว่า มันน่าจะเป็นค้างคาวผี ผมจึงหันไปบอกว่า ผมมั่นใจมากว่าผมยิงโดนจังๆ ถึงห้านัด แต่ว่ามันไม่ตาย ทุกคนได้แต่นิ่งเงียบ ผมจึงรีบสั่งให้ทุกคนกลับที่พักโดยเร็วที่สุด

พอถึงที่พักผมรีบเรียกนายทหารคนนั้น คนที่พูดว่าค้างคาวผีนั่นแหละครับ เข้ามาคุยกันเป็นการส่วนตัวคำแรกที่พูดก็คือ ผมถามเค้าว่า นายรู้ได้อย่างไรว่ามันคือค้างคาวผี นายทหารคนนั้นก็บอกกับผมว่า ผมรู้ครับเพราะว่าปู่เคยเป็นพรานเดินป่าลึกมาก่อน แล้วเขาก็ได้เล่าว่า มันเป็นค้างคาวของไอ้พวกอวิชชา ที่ปลุกเสกให้สัตว์ลงคน ที่คนจะกลายร่างเป็นสัตว์ร้าย เอาไว้กำจัดศัตรูที่เข้ามาในเขตของมัน คล้ายๆ กับเสือสมิงนั่นแหละครับ วิชานี้จะใช้ภาษาที่ติดต่อกับโลกของวิญญาณโดยตรงเป็นภาษากูโบ๊ต นายทหารคนนั้นยังได้บอกอีกว่า มันจะไม่หยุดจนกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่หลงเข้าไปในเขตแดน้ของมันจะตายลงทั้งหมด ผมจึงถามกลับไปว่า มันจะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร นายทหารคนนั้นตอบกลับมาว่า เพื่อจะเอาดวงวิญญาณของคนที่มันฆ่าไปเป็นบริวารของมัน ผมจึงถามว่าแล้วเราต้องทำยังไง จึงจะหนีออกไปจากเขตแดนของมันได้ นายทหารคนนั้นกลับบอกว่าไม่รู้ หลังจากนั้นผมจึงเริ่มสงสัยตั้งแต่ทีแรกแล้วว่าทำไมในป่าลึกแบบนี้ ป่าทึบแบบนี้กลับไม่มีเสียงสัตว์ป่าเลย แม่แต่เสียงจั๊กจั่นยังไม่มีเลย ผมจึงจัดการสั่งให้ทหารอยู่เวรเฝ้ายามกัน ครั้งและเจ็ดคน

เวลาผ่านไปจนถึงประมาณสามทุ่ม ผมก็ได้ยินเสียงแปลกๆ นั้นอีกครั้ง แต่ว่าครั้งนี้อยู่ในบริเวณที่พวกเราพักกันอยู่ และในขณะนั้นพระจันทร์สว่างพอดี พอที่จะมองเห็นได้ ผมเห็นร่างผู้หญิงไม่ใส่เสื้อผ้ายืนอยู่บนยอดของต้นไม้ต้นหนึ่ง ไกลออกไปจากที่พักประมาณสักห้าสิบเมตรเท่านั้น ผมสะกิดจ่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆให้เขาดู จ่าคนนั้นก็เห็นเหมือนที่ผมเห็น แต่ว่าจู่ๆ ร่างของผู้หญิงคนนั้นก็ลอยขึ้น กลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ บินหลบๆปหลังต้นไม้หนาทึบ สิ่งที่ผมคิดได้ในตอนนั้นก็คืองานเข้าแล้ว ผมรีบให้ทหารทุกนายเตรียมอาวุธปืนให้พร้อม แล้วผมก็เดินตรงรี่เข้าไปหานายทหารคนที่พูดถึงค้างคาวผีนั่นแหละครับ ผมถามออกไปว่า ถ้าเกิดเรายิงมัน มันจะตายมั้ย นายทหารตอบกลับมาว่า ไม่น่าจะตายครับ อาจจะได้แค่สกัดไว้ชั่วคราว ผมจึงถามกลับไปว่าแล้วมีวิธีที่จะทำให้มันตายได้มั้ย นายทหารคนนั้นนึกอยู่ชั่วครู่ก็บอกออกมาว่า มีอยู่วิธีหนึ่ง นั่นก็คือใช้ไม้ไผ่ชุบน้ำมะพร้าวแล้วแทงทะลุที่หัวใจของมัน หลังจากที่ผมได้ฟังแล้ว ก็รู้สึกมีความหวังเล็กๆ ผมจึงรีบหันไปสั่งนายทหารจำนวนหนึ่งให้รีบๆปตัดไม้ไผ่ และก็หามะพร้าวมาด้วย

หลังจากที่ได้ของทั้งสองอย่างมาครบแล้วนั้น ผมก็ต้องมีเรื่องประหลาดใจอีกนั่นก็คือ มะพร้าวทุกลูกที่หามา ไม่มีน้ำอยู่ข้างในเลยครับสักลูกเดียว ทำได้ก็แค่เหลาไม้ไผ่ให้มันแหลมเอาไว้แล้วติดตัวเอาไว้คนละอัน ผลัดกันเฝ้ายามจนถึงเช้า ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เวลาผ่านไปจนพระอาทิตย์เริ่มสาดแสง พวกเราทุกคนก็ได้รีบเก็บของทุกอย่างและพากันเดินทางเพื่อออกจากป่านี้โดยเร็วที่สุด แต่ก็เหมือนกับว่ายิ่งเดินก็ยิ่งเหมือนหลงป่าลึกเข้าไปอีก เสบียงอาหารต่างๆ ก็ใกล้จะหมดแล้ว พวกเราทุกคนเหนื่อยกันมากครับ พอพระอาทิตย์ตรงกับศรีษะก็นั่งพักกันชั่วครู่หนึ่ง แต่ผมไม่พัก เพื่อเดินดูรอบๆ บริเวณนั้น แล้วก็ไปเจอคนสองคน เป็นคนแก่ๆ พกปืนลูกซองห้อยเอาไว้ที่หลัง สองคนนั้นพอมองเห็นพวกเราก็รีบเดินตรงเข้ามาหา นายทหารทุกนายเห็นดังนั้นก็รีบยกปืนขึ้นประทับหันหน้าไปทางชายแก่ทั้งสองคนนั้น แต่ว่าชายแก่หนึ่งในสองคนนั้นก็รีบพูดขึ้นมาว่าไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยพวกเอ็งออกจากป่านี้ พวกเอ็งหลงทางเข้ามาในเขตต้องห้ามกันแล้วรู้ตัวมั้ย

ผมได้ยินดังนั้นก็สั่งให้ทหารทุกนายลดปืนลง แล้วผมก็เดินตรงเข้าไปคุยกับพรานแก่ทั้งสองท่านนี้ ถามพวกเขาว่าหาพวกผมเจอได้ยังไง แล้วที่นี่คือที่ไหน พรานหนึ่งในสองคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า พวกเอ็งได้เจอค้างคาวผีแล้วหรือยัง ผมก็ตอบกลับไปว่าเจอแล้วเมื่อวานนี้ ผมยิงปืนสั้นใส่มันไปทั้งหมดห้านัด แต่มันไม่เป็นอะไรเลย ชายแก่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะขึ้นมาแล้วก็พูดออกมาว่ากระสุนธรรมดายิงมันไม่ตายหรอก ต้องเป็นกระสุนกระดูกผีเจ็ดป่าช้าเท่านั้น ผมจึงถามพรานแก่ทั้งสองว่า พวกลุงเข้ามาทำอะไรในป่าลึกแห่งนี้ ลุงบอกว่าก็เข้ามาพาพวกเอ็งออกไปแล้วก็จะมาฆ่าไอ้ค้างคาวผีนั้น พรานสองคนนั้นยังบอกอีกว่า พวกเอ็งไม่ต้องรู้หรอกว่าพวกข้าเป็นใครมาจากไหน รู้เอาไว้แค่ว่ามาช่วยพวกเอ็งก็พอแล้ว

ผมจึงตอบกลับไปว่าครับ แล้วถามต่อว่าค้างคาวผีมันมาจากไหน มันมายังไงล่ะครับ พรานเล่าให้ฟังว่า มันเป็นค้างคาวผีของไอ้พวกอวิชชาที่ทำผิดกฎข้อห้ามกลายเป็นปีศาจร้ายสิงร่างคน ทำให้คนที่โดนมันสิงเป็นร่างประทับของมัน แล้วพรานก็ถามกลับมาว่า เอ็งได้เห็นค้างคาวทั้งหมดกี่ตัว ผมตอบไปว่าสามตัวครับ พรานก็ทำท่าตกใจนิดๆ แล้วก็พูดขึ้นว่า พวกเอ็งก็เก่งนะที่รอดชีวิตกันมาได้ ไอ้ค้างคาวผีพวกนี้มันร้ายกว่าเสือสมิงหรือซางอีกนะ ผมถามลุงพรานว่า แล้วพวกผมจะออกไปจากป่านี้ได้ยังไง ลุงเขาก็บอกว่ายังออกไม่ได้ถ้ายังไม่ได้ฆ่าไอ้ค้างคาวผีพวกนั้น มันลวงตาพวกเอ็งให้หาทางออกไม่เจอ แล้วพวกเอ็งได้เห็นร่างตอนที่มันเป็นคนกันหรือเปล่า ผมตอบว่า เห็นครับเป็นผู้หญิงเปลือยกาย แต่เห็นแค่คนเดียว อีกสองตัวผมไม่เห็นตอนที่มันแปลงเป็นคน ลุงพรานบอกว่า งั้นก็ต้องรีบแล้ว ให้หาพื้นที่โล่งๆ ใกล้ๆ ธารน้ำไว้เป็นที่พักก่อนสำหรับคืนนี้

ผมก็คิดว่าไหนๆ ก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วก็ลองทำตามอย่างที่ลุงพรานพูดดู หลังจากจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย พรานทั้งสองท่านนั้นก็เอาสายสิญจน์มาล้อมรอบพื้นที่ที่ได้เตรียมเอาไว้ แล้วก็นั่งบริกรรมคาถาอะไรสักอย่างนึง พรานอีกท่านหนึ่งก็หันมาบอกว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าออกไปจากบริเวณนี้เด็ดขาด ผมจึงถามพรานท่านนั้นว่า ไอ้พวกค้างคาวผีพวกนี้มันมีกันกี่ตัว ลุงพรานก็บอกว่ามีประมาณสามถึงสี่ตัว แต่ว่ามีบริวารที่เป็นผีป่าอีกเยอะ มันชอบที่จะกินหัวใจของคน ยิ่งกินยิ่งแกร่ง มันเคยไปกินคนในหมู่บ้านหลายหมู่บ้าน จนเกือบจะเป็นหมู่บ้านร้างทั้งหมดในป่านี้ ในป่าแห่งนี้เมื่อก่อนมันเป็นป่าลับแล เป็นที่อยู่ของหญิงสาวและกินรี เป็นป่าที่หายสาบสูญไปบนโลกนานมากแล้ว ที่พวกเอ็งทั้งหมดหลงเข้ามาได้ก็เป็นเพราะว่า ดวงชะตาของพวกเอ็งทุกคนถึงฆาตกันหมดแล้ว แต่ว่ายังไม่ตายเท่านั้นเอง ยังดีนะที่พวกเขาสองคนมาเจแพวกเอ็งซะก่อน ไม่อย่างนั้นตายทั้งหมดนี้แน่นอน ผมจึงถามกลับไปว่า แล้วลุงพรานทั้งสองคนเข้ามาในป่าแห่งนี้ได้อย่างไร เขาก็ตอบกลับมาว่า ข้าสองคนเป็นคนมีวิชานะ เลยเดินทางเข้าออกได้

ในขณะที่กำลังนั่งคุยกับพรานอยู่นั้น จู่ๆ ก็เกิดมีลมพายุพัดมาจากไหนก็ไม่รู้ แรงมากๆ ครับ แล้วก็มีเสียงผู้หญิงหัวเราะดังมาจากบนฟ้า เห็นเป็นเงาของสัตว์รูปร่างคล้ายๆ ค้างคาวบินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งตัวมันใหญ่กว่าที่ผมเห็นครั้งแรกมาก ดูจากลักษณะการบินในขณะที่กางปีกออกมานั้น น่าจะประมาณสักห้าเมตรได้เลย ตัวมันใหญ่จริงๆ และระหว่างนั้นเอง พรานคนที่นั่งบริกรรมคาถาอยู่ได้หยิบเอามีดหมอออกมาจากกระเป๋าแล้วก็ปักลงที่ดิน พอปักลงไปเท่านั้นแหลัก็ได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องออกมาดังมากๆ เสียงน่ากลัวมากจริงๆ พอดึงมีดขึ้นมาก็มีเลือดไหลออกมาจากรอยตรงที่ปักลงไปด้วย ทหารทุกนายต่างเสียขวัญเพราะกลัวกันมากๆ หลายๆ คนตาค้างในสิ่งที่เห็นอยู่ต่อหน้า เลือดที่ไหลออกมาจากแผ่นดิน ลักษณะนั้นคล้ายกับเลือดตรงที่ต้นไม้ที่ยิงค้างคาวผีในครั้งแรกนั่นล่ะครับ กลิ่นสาบสางของเลือดนั้นแรงมาก ทันใดนั้นพรานท่านนั้นก็เอาน้ำมนต์เทลงไปตรงกองเลือดนั้นเอง เลือดนั้นกลายเป็นไอดำๆ รอยที่มีดปักก็หายไป ทันใดนั้นบริเวณรอบๆ ก็เห็นเป็นดวงตาสีแดงหลายร้อยดวง

ลุงพรานบอกให้เอากระสุนของทุกคนมากองรวมกัน แล้วเอาน้ำมนต์พรมลงมาที่ลูกกระสุน แล้วก็เอากระสุนพวกนี้บรรจุลงปืนของทหารแต่ละนาย และเน้นย้ำให้ทุกคนอย่าออกนอกบริเวณที่กั้นเอาไว้แล้ว และกำชับว่าไม่ต้องไปกลัว ถ้าตัวไหนมันขยับก็ยิงได้เลย ทหารหลายๆ นายที่อยู่ริมๆ บริเวณนั้น พอเห็นดวงตาสีแดงขยับก็กระหน่ำยิงไม่ยั้ง หลังจากยิงออกไปกลับมีเสียงกรีดร้องของคน ดังโหยหวนออกมารอบตัว ทั้งเสียงผู้หญิงและผู้ชาย ทำให้ทุกคนขนลุกกันไปหมด ในขณะนั้นผมตกใจจนตัวสั่น แต่ลุงพรานก็ตะโกนบอกเรื่อยๆ ว่าพวกเอ็งอย่าไปกลัวมัน ถ้ารอดออกไปจากคืนนี้ได้พวกเอ็งก็จะได้กลับบ้านแน่นอน ทหารหลายนายยิงออกไปอย่างบ้าคลั่ง จนแสงสีแดงจากแววตาเหล่านั้นค่อยๆ หายไป ทีนี้ผมจึงตั้งสติ ค่อยๆ มองออกไปรอบๆ ตัว เห็นเงาดำๆ วิ่งไปวิ่งมา มองออกไปไกลหน่อยก็เห็นผู้หญิงยืนอยู่บนยอดไม้ไกลออกไปไม่น่าจะเกินร้อยเมตร ที่เห็นได้ชัดก็เพราะว่าแถวนี้มันเป็นที่โล่งและแสงจันทร์ก็สว่างมาก แต่ว่าครั้งนี้ไม่ใช่เห็นแค่ผู้หญิงคนเดียวแล้วนะครับ มีผู้ชายอีกสองคนยืนอยู่ข้างๆ บนยอดไม้ใกล้ๆ กัน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าใช่ผู้ชายหรือเปล่า เพราะว่ามันเป็นเงาๆ เลยเห็นไม่ค่อยชัดนัก มันค่อยๆ กระโดดมาพร้อมๆ กันทั้งสามตัว แล้วก็กลายร่างเป็นค้างคาวตัวเล็กสองตัว ตัวใหญ่ 1 ตัว ตัวเล็กน่าจะกว้างประมาณสามเมตรได้ ส่วนตัวใหญ่ปีกมันกว้างมากครับน่าจะสักห้าเมตร พวกมันบินตรงมาทางพวกเรา

ในขณะนั้นพรานชราที่นั่งอยู่ข้างหน้าสุดได้หยิบปืนสั้นยิงออกไปหนึ่งนัดในขณะที่มันกำลังบินเข้ามา แล้วก็มีเสียงผู้ชายครับ เสียงผู้ชายร้องด้วยความเจ็บปวด แล้วค้างคาวตัวหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาในวงสายสิญจน์มันเป็นค้างคาวตัวที่เห็นในรูปที่แนบมาให้นั่นแหละครับ แต่อีกสองตัวมันบินหนีไปได้ และมีเสียงของผู้หญิงตะโกนกลับออกมาว่า กูไม่ปล่อยพวกมึงเอาไว้แน่ มันเป็นเสียงที่แปลกประหลาดมากๆ ครับ คล้ายกับเสียงของคนหลายๆ คนพูดออกมาจากจุดๆ เดียว แล้วก็บินหายไปทางไหนก็ไม่รู้ หลังจากนั้น พรานท่านหนึ่งก็หยิบมีดหมอเดินตรงไปที่ซากค้างคาว เอามีดควักหัวใจมันออกมาแล้วก็สับให้มันขาดครึ่ง เอาใส่ไหสองไหไปฝังในดินในทิศตะวันออกหนึ่งไห ทิศตะวันตกหนึ่งไห แล้วก็ตรึงซากค้างคาวไว้เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณที่มันฆ่า แต่เราก็ฆ่ามันได้แค่ตัวเดียวเท่านั้น แล้วลุงพรานก็บอกว่า พวกเอ็งทุกคนไม่ต้องกลัว คืนนี้พวกเอ็งนอนพักกันได้แล้ว พรุ่งนี้ข้าสองคนจะทำพิธีเปิดป่าให้พวกเอ็งกลับบ้านกัน

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ผมก็สั่งให้ทหารทุกนายไปนอนพักกัน ระหว่างนั้นผมก็ถามนายพรานทั้งสองท่านว่าแล้วไอ้พวกค้างคาวผีมันจะไม่กลับมาอีกเหรอครับ ลุงพรานก็บอกว่าคืนนี้มันไม่มาหรอก แต่พรุ่งนี้มันมาแน่นอน ลุงพรานยังกำชับอีกว่า พรุ่งนี้พวกเอ็งทุกคนต้องกลับให้ถึงค่าย ไม่อย่างนั้นจะตายกันทั้งหมดนี่แหละ และยังกำชับด้วยอีกว่า พรุ่งนี้ข้าสองคนคงนำทางพวกเอ็งกลับไปไม่ได้ เพราะว่าต้องอยู่ที่นี่อีก แต่ให้พวกเอ็งทุกคนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ที่สำคัญไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามให้ใครหันหลังกลับมามองเด็ดขาด

พอรุ่งเช้า แสงพระอาทิตย์ส่อง ลุงพรานก็ได้ทำพิธีเบิกทาง แล้วผมก็สั่งให้นายทหารทุกคนจัดขบวน แล้วให้นายทหารทุกคนปลดสัมภาระทุกอย่างทิ้งให้หมดทั้งปืนทั้งกระเป๋า แล้วก็ให้เสบียงที่เหลือกับพรานทั้งสองท่านเอาไว้ แล้วทั้งหมดก็รีบเดินมาทางทิศตะวันออก สั่งกำชับทุกฝีเก้าว่า อย่าหันไปมองข้างหลัง เดินไปก็ตะโกนกันไปว่า อย่าหันไปมองข้างหลัง พอเดินผ่านออกไปได้เจอถนน พวกเราทุกคนก็วิ่งไปที่ถนน ต่างคนต่างดีใจ กระโดดกอดกันทั้งน้ำตา รออยู่สักพัก รถทหารของค่ายพวกผมก็ผ่านมาพอดี พวกเราทุกคนก็ได้กลับค่ายกัน

พอกลับมาถึงค่าย ผมก็นำเรื่องนี้ไปเล่าให้นายพลฟังเป็นการส่วนตัว นายพลท่านถามขึ้นมาว่า กองทหารหายไปไหนกันมาตั้งเก้าวัน ผมแปลกใจมากครับเพราะเท่าที่ผมเห็นพระอาทิตย์ขึ้นลงนับได้ก็แค่ห้าวันเอง แล้วนายพลก็ถามว่าเจอพรานแก่ทั้งสองคนด้วยใช่มั้ยถึงออกมาได้ ผมตกใจมากในคำพูดของท่านนายพล แต่ท่านก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เรื่องราวก็มีอยู่เท่านี้ล่ะครับ มีสิ่งหนึ่งที่อธิบายไม่ได้อีกเรื่องก็คือพรานทั้งสองท่านนั้นเป็นคนหรือไม่

สยองขวัญ
จัดอันดับ


5 สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

5 สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ
ที่มารายการ Top 5 ทางรายการได้จัดนักชิมมาให้คะแนนวัตถุดิบหลักของก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ได้แก่ เส้น ลูกชิ้น น้ำซุป เนื้อสดและเนื้อตุ๋น มาดูกันว่าร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านไหนได้คะแนนวัตถุดิบแต่ละอย่างเท่าไหร่ ใครที่ชอบกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อแต่ไม่รู้จะไปกินที่ไหน มีพิกัดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้ออร่อยๆ ให้คุณตามไปลองกินกัน

1. ร้านกอเต็กเชียง

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้ออันเลื่องชื่อแห่งย่านเตาปูน ถ่ายทอดความเทพจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกมาแล้วกว่า 70 ปี ความอร่อยจากทุกๆ คำจึงเป็นตำนานที่คุณไม่ควรพลาด

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

จุดเด่นของก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านกอเต็กเชียง ใช้เนื้อส่วนน่องที่มีเอ็นแทรกเล็กน้อยมาตุ๋นในแบบธรรมชาติกว่า 12 ชั่วโมง จนได้ความนุ่มนวลที่ไม่เหมือนใคร ส่วนเนื้อสดที่ใช้เนื้อสันในและน่องลายหมักให้เข้าเนื้อก่อนนำมาลวก ลูกชิ้นเนื้อลูกใหญ่ที่ทั้งอร่อยและโดนใจแบบเต็มๆ อยู่ในน้ำซุปที่ได้จากเนื้อตุ๋นที่ปรุงด้วยความเชี่ยวชาญได้กลิ่นละมุนลอยคลุ้งออกมา ปิดท้ายด้วยเส้นที่ลวกอย่างพิถีพิถันนุ่มกำลังดี

พิกัดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อกอเต็กเชียง

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

จากสะพานบางซื่อมุ่งหน้าไปทางบางโพถึงสามแยกไฟแดงให้เบี้ยวขวาเข้าถนนกรุงเทพนนทบุรี จะเห็นร้านกอเต็กเชียงอยู่ทางด้านซ้ายมือ

2. ร้านนายโส่ย
 
ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังแห่งย่านถนนพระอาทิตย์ บรรเลงความอร่อยให้คุณได้ประจักษ์แก่สายตาทุกวัน ไม่มีวันหยุด อัดแน่นด้วยสูตรเด็ดที่มัดใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างโค้งคำนับให้กับความอร่อยแบบขั้นเทพ

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

จุดเด่นของก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านนายโส่ย ใช้เนื้อสามชั้นมาทำการตุ๋นทิ้งไว้หนึ่งคืน จนน้ำซุปเข้าเนื้อและเนื้อนุ่มจนแทบไม่ต้องเคี้ยว ส่วนเนื้อสดใช้เนื้อส่วนสันในอย่างดี มาลวกแบบประณีต ได้ทั้งความสดและนุ่มกำลังดี ลูกชิ้นที่ใช้เนื้อล้วนๆ เด้งสดไม่เหมือนใคร เส้นก็ลวกได้รสสัมผัสพอดี ปิดท้ายด้วยน้ำซุปที่เคี่ยวจากกระดูกและเครื่องยาจีนหลากหลายชนิด

พิกัดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

จากถนนพระสุเมรุให้ตรงไปทางถนนพระอาทิตย์ ร้านนายโส่ยจะอยู่ทางด้านซ้ายมือก่อนถึงซอยชนะสงครามประมาณ 50 เมตร

3. ร้านเจ๊ผอม ตลาดปีระกา

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อสุดเก๋าแห่งตลาดปีระกา ดำเนินการโดยเจ๊ผอมที่เติบโตมากับสูตรก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่เป็นที่กล่าวขาน เรียกได้ว่าอร่อยจนคุณไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อน

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

จุดเด่นของก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านเจ๊ผอม ตลาดปีระกา ใช้เนื้อส่วนท้องที่เป็นสามชั้นมาตุ๋นด้วยเครื่องเทศที่เป็นสูตรลับจึงทั้งหอมและนุ่มจนแทบละลายอยู่ในปาก ส่วนเนื้อสดใช้ทั้งสันนอกและสันในลวกมากำลังดี นุ่มละมุนลิ้น ลูกชิ้นใช้เนื้อล้วนๆ ในการทำ น้ำซุปที่เคี่ยวจากเนื้อสามชั้น เส้นก็ลวกมากำลังดี ไม่แข็งหรือเละจนเกินไป

พิกัดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ๊ผอม ตลาดปีระกา

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

จากถนนเยาวราชตรงไปถึงซอยนาครเกษม 1 เลี้ยวเข้าซอยไปประมาณ 50 เมตร ร้านเจ๊ผอมจะอยู่ในซอยแรกทางซ้ายมือ

4. ร้านเฮ้งชุนเส็ง

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

สุดยอดก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่ไม่มีใครไม่รู้จัก เปิดตำนานความอร่อยมาแล้วกว่าสามรุ่นอายุคน ด้วยน้ำซุปสูตรโบราณแทรกซึมในเนื้อตุ๋นยาจีนที่เป็นทีเด็ดของร้าน จึงกล้าการันตีว่าเป็นที่หนึ่งของก๋วยเตี๋ยวเนื้อแห่งย่านคลองเตย

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

จุดเด่นของก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านเฮ้งชุนเส็ง เนื้อสดใช้เนื้อส่วนสะโพกลวกมาอย่างดี เนื้อตุ๋นใช้ส่วนสามชั้นที่ตุ๋นจนนุ่ม ลูกชิ้นมีทั้งแบบเนื้อและเอ็น น้ำซุปก็ตุ๋นจากเครื่องยาจีนและรากผักชีได้ทั้งรสชาติและความหอมมาอย่างครบครัน ทานกับเส้นนุ่มๆ ที่ผ่านการลวกมาเป็นอย่างดี

พิกัดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเฮ้งชุนเส็ง

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

จากกถนนสุนทรโกษาตรงไปทางกรมศุลกากร ร้านเฮ้งชุนเส็งจะอยู่บริเวณปากซอยสุนทรโกษา 7 ตรงข้ามกับสนามฟุตบอลการท่าเรือไทย

5. ร้านวัฒนาพานิช

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังของเมืองไทย ด้วยสูตรเด็ดที่มีมายาวนานกว่า 70 ปีส่งตรงจากแดนมังกร บวกด้วยเนื้อตุ๋นที่เรียกได้ว่าเป็นสุดยอด ใครๆ จึงขนานนามว่าเป็นราชันย์ของก๋วยเตี๋ยวเนื้อประจำย่านเอกมัยตัวจริง

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

จุดเด่นของก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านวัฒนาพานิช ใช้ส่วนสามชั้นติดมันส่วนท้องมาตุ๋นกว่าหลายชั่วโมงจนเนื้อเปื่อย นุ่ม ละลายอยู่ในปาก เนื้อสดใช้เนื้อส่วนลูกมะพร้าวมาหมักด้วยเครื่องเทศสูตรลับของทางร้านก่อนนำไปลวก ลูกชิ้นจัดมาให้ทั้งแบบเนื้อและเอ็น ได้รสชาติของเนื้อเต็มๆ คำ น้ำซุปที่เคี่ยวจากเนื้อตุ๋นและกระดูกส่วนขาและเครื่องยาจีน เส้นก็ลวกกำลังดี

พิกัดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัฒนาพานิช

ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

จากถนนสุขุมวิทตรงไปที่ซอยสุขุมวิท 63(เอกมัย) พอเข้าถนนเอกมัยให้ตรงไปจนถึงซอยเอกมัย 18 ร้านวัฒนาพานิชจะอยู่ถัดจากซอยเอกมัย 18 ประมาณ 20 เมตร

คะแนนเฉลี่ยความอร่อยของเส้น       ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเฮ้งชุนเส็งได้คะแนนมากที่สุด  9.7/10
คะแนนเฉลี่ยความอร่อยของลูกชิ้น    ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัฒนาพานิชได้คะแนนมากที่สุด  9.7/10
คะแนนเฉลี่ยความอร่อยของน้ำซุป    ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อกอเต็กเชียงได้คะแนนมากที่สุด  9.8/10
คะแนนเฉลี่ยความอร่อยของเนื้อสด   ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัฒนาพานิชได้คะแนนมากที่สุด  9.8/10
คะแนนเฉลี่ยความอร่อยของเนื้อตุ๋น   ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ๊ผอมตลาดปีระกาได้คะแนนมากที่สุด  9.9/10

 5 สุดยอดร้านกระเพาะปลา 5 สุดยอดร้านเกาเหลาเลือดหมู  5 สุดยอดร้านโจ๊ก  5 สุดยอดร้านสุกี้ทั่วกรุง

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  จัดอันดับ

10 SURPRISING THINGS ABOUT PRESIDENT DONALD TRUMP

10 SURPRISING THINGS ABOUT PRESIDENT DONALD TRUMP
He is a real-estate mogul, a reality TV star and currently the most powerful man in the world.  We are talking about none other than Donald Trump. Thanks to his television and political coverage, there's a lot  we know about the 45th President of the United States. However, there are also a number of facts and stories that you may not have known. Ahead you'll find no health care debate or Russia scandals. No instead we have some tidbits of info that often get overlooked in the media when it comes to the story of Donald Trump. Now, be sure to pay attention because we'll have a quiz for you and we want you to do well. Give us a big league response and we'll be sure to pin it. Fail us and well you're fired! Whatever the case, be sure to hit that subscribe button it's easy to see because it's red, and just like the color we all associate with Trump's political party.

1. The Sign
Those of you into astrology might be interested to know that Donald Trump has a sun sign of Gemini, a moon sign of Sagittarius and a rising sign of Leo. So just how accurate are the signs in this case? Well, it is said that Gemini's love to talk and are never boring. Sagittarius is affiliated with salesmen, story-tellers and exaggerators. Those under this sign also hate to be wrong and believe they are always right. And leo? It is interesting that Leo are often associated with being concerned with their hair. Sure, there's more to it but in this case we think the signs all match up pretty well.

2. The Wine
We all know that Donald Trump loves attaching his brand to anything that can be sold. From real estate to steaks, we've seen this many times. But did you know that the Donald Trump also has his own wine. It may also interest you that he hasn't just gone and slapped the golden 'T' on any wine. No, in fact Trump wine actually comes from a vineyard and winery that Trump owns in Charlottesville, Virginia. Ok technically Eric Trump owns it because now that Donald is POTUS he can't have any business interests that could conflict with the running of the country.

3. Not A Drop
All this talk of wine kind of has us thinking about pouring a nice glass of red right now. But not Donald Trump. You see he has made it very clear over the years that he won't touch alcohol. In various interviews Trump has stated that it ties back to his family and specifically his older brother Freddie Trump Jr. reportedly, Freddie was an alcoholic who passed away in 1981 due to complications linked with his drinking. According to Donald, Freddie clearly told his younger sibling to stay away from the booze. To this day, Trump appears to have listened to that advice.

4. Bankruptcy
During the past presidential campaign, accusations and claims being made against one another got really nasty. One aspect of Donald Trump's business life that came under scrutiny was the number of bankruptcies he filed as a real estate tycoon. Most people believe this number was four. In fact, Trump has officially filed for bankruptcy six times over his career. These occurred between 1991 and 2009. So where does the number of four come from? Some think the fact Trump filed for the three bankruptcies in 1992 has resulted in those being lumped into one big bankruptcy or a 'Yuge' bankruptcy if you will.

5. Pricey Cake
The donald likes to go all out for big occasions, there's no denying that. We mean, just look at the inside of his pent houses and you'll see nothing but gold. So when he married his third wife, Melania, in 2005 Trump made sure the cake was spectacular. It was a seven-tier Orange Grand Marnier cake which measured five feet in height. Adorning the 200 pound creation worth three 3,000 roses made from icing and the interior was filled with Grand Marnier buttercream frosting. In terms of costs there are no solid figures but it is believed that this wedding cake is one of the most expensive ever made, costing at least 50,000 dollars. And here we thought we were doing well with that fudgie the whale ice cream cake. Time for our quiz. If you had the same opportunities as Donald Trump, which career path would you have settled on real estate mogul, reality TV star or politican? Think it over a bit while we show you a few more things you may not know about America's current president.

6. Favorite Books
When it comes to literature, Donald Trump has been pretty open about what he considers a good read. Reportedly, the number one book on POTUS's must-read list is none other than the Bible. Then, of course, there are his own books about business and financial success. Moving back into the realm of works some of you may have read, Trump also enjoys All Quiet on the Western Front and Sun Tzu's Art of War. Those were never on Oprah's must-read lists but they are well-known classics nonetheless.

7. Action Figures
The next time you're feeling nostalgic and decide to bust out those old GI Joe action figures, there may be a new addition to the battlefield. That's right, for $59.95 plus shipping you can add to your playtime with a custom made, talking Donald Trump action figure. We're not really sure which side he would fight for. After all, he'd probably fire Cobra Commander for being a constant failure. For the Joes, well action-figure Trump would likely tear down their base, re-build it in gold and rename the organization GI Trump.

8. Schooling
While most people would assume Donald Trump was educated through a series of posh institutions, not many know he actually went to a military academy. That's right, in the 1960s a much younger Trump spent time at the New York military academy. For five years he learned under the strict rules of the school. Attaining the rank of captain over a company of cadets, Trump was even voted "ladies man" of his class. Considering the fact that he landed Melania, we don't think we are in any position to disagree with that assessment.

9. Favorite foods
When it comes to favorite foods, Donald Trump isn't that far off for most Americans. Sure he has a lifestyle and bank balance that support a life of caviar and champagne but he prefers simpler things. On more than one occasion, Trump has been photographed chowing down fast foods from joints such as KFC and McDonald's. In fact, it's rumored he absolutely loves Big Macs but who doesn't? Away from the fast food things don't get that much healthier. Trump loves a good meatloaf and a simple staple is said to be bacon and eggs. Is anyone else getting really hungry?

10. Another Life
It's strange to think that Trump's path through life could have been so much different. You see, while in school, the Donald Trump apparently made a name for himself as a pretty good baseball player. How good? Well, the Phillies and Red Sox both sent scouts to check up on the star 1st baseman. However, when the time came to make a decision, Donald Trump chose college and real estate because, as he said, he wanted to "make more money". In that respect, we guess he made the right choice. So have you come to your final answer? If you had the same opportunities as Donald Trump would you settle on a career in real estate, reality TV or politics? Is it the money, power or responsibility that motivates your decision?

Source the richest youtube channel